กังวาล ทองเนตร

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา Pohthaiblogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการปรับแต่งภาพด้วยโฟโต้ช็อป




ภาพถ่ายส่วนใหญ่ที่เราเห็นในเว็บดาวน์โหลดภาพทั้งหลาย
มันไม่ใช่ภาพที่แท้จริง ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ผ่านโปรแกรมกราฟฟิคมาแล้วทั้งสิ้น
ทั้งแต่งสีแต่งแสงแต่งรูปทรงให้อวบอิ่มขึ้น เด่นชัดขึ้น ซึ่งกล้องทั่วไปไม่สามารถถ่ายภาพออกมา
สมบูรณ์แบบได้ทุกอย่างทั้งสีแสง ความชัดเจนความละเอียด
ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้โปรแกรมแต่งภาพมาช่วย ซึ่งในหน้าบล็อกนี้ผมจะทำหยาบๆให้ดู พอให้รู้ว่า
ภาพสมัยใหม่ไม่มีของแท้





ที่เราต้องการคือถ่ายภาพในมุมที่เราเลือกไว้ให้ดีที่สุด ที่เหลือเป็นหน้าที่โฟโต้ช็อป




ทำให้ภาพเด่นชัดขึ้น


ไล่เฉดสี ไล่แสงเงา มีส่วนสีเข้มสีจาง


เน้นภาพให้เด่นขึ้น

















ที่เห็นสีชมพูมันคือดอกคูณ ที่สีเดิมคือสีเหลือง





เปลี่ยนสีจากเดิมไปอย่างสุดขั้วจากดอกคูณสีเหลืองก็เป็นสีแดง




วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์เกาหลี


ตันกุน ( Tan-gun )


เกาหลียุคโบราณ

ประวัติศาสตร์ เกาหลี ดั้งเดิม เริ่มในยุคมนุษย์ยุค พาลิโอลีธิค ( Paleolithic ) ประมาณ 6 แสนปีมาแล้ว โดยมีการขุดพบเครื่องมือที่ทำด้วยหินและกระดูกผู้คนยุคนั้นดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ หาปลา อาศัยอยู่ในป่า ภูเขา และถ้ำ


  • ต่อมาพวกอัลเตอิค ( Altaic ) ได้อพยพมาจากทางตอนเหนือของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนคาบสมุทรเกาหลี เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว
  • ยุคบรอนซ์ (  Bronze  Age ) ได้มีการผสมผสานกับชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของคาบสมุทรเกาหลี รวมเข้ากัน เรียกว่าชนเผ่า ตังกัส ( Tangus ) จึงถือเอาว่าชนเผ่ากลุ่มนี้เป็นบรรพบุรุษของชาวเกาหลียุคปัจจุบัน







ซาวด์จูมง





โคกูริยอ


การก่อเกิดชาติเกาหลี

มีตำนานเล่าถึง ตันกุน ( Tan-gun ) ผู้เป็นรับบุรุษ กึ่งเทพเจ้า ได้เป็นปฐมกษัตริย์ และได้รวบรวมแคว้นต่างๆ ในคาบสมุทรเกาหลี เข้าด้วยกัน และก่อตั้งเป็นชาติ เกาหลีขึ้นมาเมื่อ 2,333 ปี ก่อน ค.ศ. และได้กำหนดเอาวันที่ 3 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันกำเนิดชาติ (  National Foundation Day )


การเมืองการปกครองเกาหลี

เริ่มขึ้นในยุคสามอาณาจักร ได้แก่
  •  โคกูริว ( Koguryo Kingdom )
  • เพ็กเจ ( Packshe Kingdom )
  • ซิลลา  ( Shilla  Kingdom )
  •  โคกูริว ( Koguryo Kingdom ) ปีที่ 37 ก่อน ค.ศ. -ค.ศ.668 อาณาจักรนี้มีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดา 3 อาณา และครอบครองดินแดน 2 ใน 3 ของประเทศทั้งหมด และส่วนใหญ่จากแมนจูเรีย


  • เพ็กเจ ( Packshe Kingdom ) กำเนิดขึ้นในปีที่ 18 ก่อน ค.ศ.-ค.ศ 660 ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นกรุงโซลปัจจุบัน ต่อมาได้อพยพลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี อาณาจักรนี้มีความรู้เรื่องเหล็ก และเทคนิคการทำไหม และได้นำสิ่งเหล่านี้และศาสนาพุทธเข้าไปยังญี่ปุ่น

  • ซิลลา  ( Shilla  Kingdom ) กำเนิดขึ้นเมื่อ ปีที่ 57 ก่อน ค.ศ.- ค.ศ. 935 อาณาจักรนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทร อาณาจักรนี้มีความเข้มแข็งยิ่งใหญ่ สามารถเอาชนะ อาณาจักรโคกูริวและ เพ็กเจ ได้ ใน ค.ศ.676
  • ในช่วงที่รวมอาณาจักรทั้งสามเข้าด้วยกัน ศาสนาพุทธก็ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในดินแดนแห่งนี้ นับว่าเป็นยุคทองของศาสนาพุทธ มีศิลปะ สถาปัตยกรรม ปฏิมากรรมที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น การแกะสลักพระพุทธรูปหินแกรนิต ที่วัดในเมือง คยองจู ( K yongju ) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรซิลลา

  • เกาหลีในยุคอาณาจักรซิลลา ได้รับอิทธิพลความเจริญมาจากจีน ซึ่งเป็นยุค ราชวังค์ถัง

จนอาณาจักรซิลลา ถูกเรียกว่า ถังน้อย ( Little  Tang ) 
ต่อมาเมื่อกษัตริย์อ่อนแอ ก็ได้เกิดกบฏขึ้นหลายครั้งใน ซิลลา และอาณาจักร ซิลลา ก็ได้เสื่อมลงในศตวรรษที่ 9

เกาหลียุคกลาง

  • อาณาจักรได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้การนำของ  วังคอง  ( Wang Kong ) ได้ก่อตั้งราชวงค์ โคริโย ขึ้นมา เมื่อ ค.ศ.918 -1392 มีเมืองหลวงชื่อ เคซอง ( Kaesong )
  • สมัยนี้เป็นยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก พระภิกษุในสมัยนี้ ถูกยกย่องให้เทียบเท่ากับขุนนาง และได้มีพระไตรปิฎกฉบับภาษาเกาหลีขึ้น ( Tripitaka Kareana ) ถือว่าเป็นพระไตรปิฎกที่เป็นฉบับตัวเขียนที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก
  • เป็นยุคที่ศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆเฟื่องฟู เป็นอย่างมาก เช่นเครื่องเคลือบดินเผาสีฟ้า ถ้วยชามหม้อ ไห  มีการแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรงดงาม เป็นสินค้าที่ชาวต่างชาติสนใจ และมีการทำแท่นพิมพ์โลหะเคลื่อนที่ได้ ก่อน กูเตนเบอร์ก ถึง 200 ปี


Tripitaka Kareana


ตอนปลายสมัยอาณาจักรโคริโย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มีการแบ่งกันออกเป็น 2 กลุ่มขั้วอำนาจคือ
  • กลุ่มนิยมราชวงค์หมิง ( จีน )
  • กลุ่มนิยมราชวงค์มองโกล
เมื่อ ค.ศ.1231 ราชวงค์หยวน ของมองโกล ที่ปกครองจีนอยู่ในขณะนั้น ได้กรีฑาทัพ เข้ายึดครอง โคริโย และสำเร็จได้ ในปี ค.ศ. 1258
  • และเมื่อ ค.ศ.1392 นายพล ยิ ซองเกีย ( Yi Song gye ) ได้ก่อรัฐประหารขึ้น และยึดอำนาจคืนจากราชวงค์หยวนของมองโกลจากจีน ได้สำเร็จ และได้สถาปนาราชวงค์ ยิ ( Yi Dynasty )
  • และเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักร โชซอน ( Chosan Kingdom ) ค.ศ. 1392-1910 รวมเวลา 518 ปี
เป็นช่วงแห่งการสั่งสมวัฒนธรรมเกาหลี มีเมือง อันยาง ( An-Yang ) ( กรุงโซล ปัจจุบัน ) เป็นเมืองหลวง และมีการสร้างพระราชวัง และประตูเมืองที่ใหญ่โต สวยงาม

ในสมัยกษัตริย์ เชจอง ( Sejong ) ค.ศ. 1418-1450 มีการปฏิรูปการปกครองใหม่ 
  • มีการจัดตั้ง กระทรวง ทบวง กรม ได้แก่
  • สำนักนายกรัฐมนตรี
  • สำนักราชเลขาธิการ
  • หน่วยงานเทียบเท่ากรมอีก 6 หน่วยงาน
  • และมีการจำลองการปกครองส่วนภูมิภาคมาจากจีน
  • มีการรับราชการโดยการสอบไล่
  • และรับอิทธิพลของลัทธิ ขงจื๊อ เข้ามา จนเรียกสมัยนี้ว่า จีน จำลอง ( China Replica )
  • มีการประดิษฐ์อักษร เกาหลีขึ้นในปี ค.ศ. 1443 เรียกอักษรเกาหลีนี้ว่า อักษร ฮันกูล ( Han-Gul )



ตันกุน ( Tan-gun )



ความแตกแยกจากการถูกแทรกแซงจากต่างชาติ


  • ช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เกาหลีเกิดการขัดแย้ง แตกแยกอย่างหนักทั้งในส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค

ขัดแย้งระหว่างตระกูล ความเกลียดชังเป็นปฏิปักษ์ส่วนตัว ขัดแย้งในทางความคิดและนโยบายทำให้เกาหลียุคนี้ อ่อนแอถึงขีดสุด เหมือนบ้านไร้เสาหลัก

  • ในที่สุดเกาหลีก็ถูกญี่ปุ่นฉวยโอกาส เข้ารุกราน ในขณะที่ราชวงค์หมิงของจีน ก็ได้กางปีกช่วยปกป้องเกาหลี จากญี่ปุ่น ใน ค.ศ.1592 และ 1598 ที่เกาหลีได้รับความช่วยเหลือจากจีน
  • มีผลให้ เกาหลีในยุคนี้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีน โดยความสัมพันธ์ ระหว่างเกาหลีกับจีนในยุคนี้
  • เกาหลีเป็นเพียงเมืองขึ้น หรือ ประเทศราชของจีนเท่านั้น มีการจัดส่งส่วย หรือเครื่องราชบรรณาการให้แก่จีน ทำให้จีนพอใจในสภาพความสัมพันธ์เช่นนี้ เพราะราชวงค์ ยิ อยู่ใต้ปกครองตลอดไป
  • จากสภาพการ เช่นนี้สังคมเกาหลี ถูกจำกัดอยู่แต่เพียง จีน และญี่ปุ่นเท่านั้น ทำให้ขาดการติดต่อจากประเทศชาติตะวันตกอื่น ส่งผลให้ความรู้ วิทยาการสมัยใหม่ ถูกปิดกั้นลงไปด้วย
  • การเมืองการปกครองเกาหลียุคนี้จึงเป็นยุคที่ ตกต่ำ ล้าหลังจนถึงที่สุด สังคมเสื่อมโทรม ประชาชนเป็นอยู่อย่างยากลำบาก



เกาหลียุคใหม่


  • ประมาณ ค.ศ.1876 หรือ ศตวรรษที่ 19 เกาหลีได้เปิดประเทศ และติดต่อกับต่างชาติ เนื่องจากที่ตั้งบนคาบสมุทรเกาหลีได้เปรียบทางทำเล เปรียบเหมือนสะพานเชื่อม เกาหลี และจีน แมนจูเรีย และรัสเซีย 
  • ตลอดจนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการรบ ทำให้หลายๆครั้งคาบสมุทรเกาหลี ถูกดึงเข้าร่วมกับสงครามโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่น

  • สงครามจีน กับ  ญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ.1894-1895 คาบสมุทรเกาหลีก็ถูกใช้เป็นสมรภูมิรบ
  • สงคราม ญี่ปุ่น กับ รัสเซีย   ค.ศ.1904-1905 คาบสมุทรแห่งนี้ก็กลายเป็นสมรภูมิรบไปด้วย
  • จากสภาพการดังกล่าวทำให้เกาหลีพยายามจะสลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากสภาวะสงคราม โดยการใช้นโยบายแยกตัวเองออกมาอย่างโดดเดี่ยวและยึดมั่นในสันติภาพ จนถูกขนานนามว่า รัฐ ฤาษี ( The Hermit State ) ถึงอย่างนั้นก็ตามเกาหลีก็เหมือนมีกรรม ไม่สามารถหลีกหนีหรือหลุดพ้นสงครามได้ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น
  • ญี่ปุ่นมองเกาหลีว่า มีความสำคัญเป็นอย่างมากทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การสงคราม นับว่าเป็นผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของญี่ปุ่น จากการจะใช้เกาหลีเป็นทางผ่านเพื่อติดต่อกับเอเซียส่วนอื่นๆ
  • ญี่ปุ่นมีแนวนโยบายที่จะเข้ายึดครองเกาหลีอยู่เป็นทุนเดิมแล้วและในที่สุด
  • เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1910 ญี่ปุ่นก็ได้ยกทัพเข้ายึดครองเกาหลีได้เบ็ดเสร็จ และบีบบังคับให้เกาหลี ยอมลงนามเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น และเกาหลีได้ตกอยู่ใต้อำนาจของญี่ปุ่นนานถึง 35 ปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวเกาหลีเจ็บปวด ขมขื่น และเกลียดชังญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

  • ในขณะที่ญี่ปุ่นได้ตักตวงกอบโกยเอาผลประโยชน์มากมายมหาศาลไปจากแผ่นดินเกาหลีและชาวเกาหลี ทั้งทรัพยากรและแรงงาน
  • นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังได้บังคับชาวเกาหลีให้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการอีกด้วย
  • รวมถึงบีบบังคับธรรมเนียมการตั้งชื่อโดยให้เปลี่ยนชื่อไปเป็นแบบญี่ปุ่น
  • และให้ชาวเกาหลีหันไปนับถือศาสนาชินโต
  • จัดตั้งหน่วยสืบราชการลับเพื่อสอดส่องจับกุมผู้ขัดขืน
  • ย้ายโรงงานอุตสาหกรรมของเกาหลีไปไว้ภาคเหนือ
  • ให้ภาคใต้เป็นแหล่งเกษตรกรรม เพื่อใช้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำให้กับชาวญี่ปุ่น
  • โอนกิจการธนาคาร การคมนาคม ระบบขนส่ง ระบบสหกรณ์ ไปอยู่ในควบคุมของญี่ปุ่น คือบริษัท บูรพาแห่งญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นตั้งขึ้นเพื่อดูแลผลประโยชน์ตนเอง และนำผลประโยชน์รายได้ส่งกลับไปญี่ปุ่น
  • ความเกลียดชังญี่ปุ่นถูกซึมเข้าไปในสายเลือดของชาวเกาหลี ความเจ็บปวดและขมขื่นจากการถูกกระทำถูกกดขี่ ได้ก่อเกิดให้ชาวเกาหลีที่แตกเป็นก๊กเหล่า ได้หันมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน และกลายเป็นพลังมหาศาลที่จะรวมกันต่อต้านและขับไล่ญี่ปุ่น
  • เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1919 ได้จัดตั้งขบวนการกู้ชาติขึ้น (  The Independence Movement )
  • ขบวนการดังกล่าวได้ซุ่มโจมตี เข้าทำลายทรัพย์สิน และชีวิตทหารญี่ปุ่นโดยทั่วไป
  • แต่ก็ถูกผู้ปกครองชาวญี่ปุ่นออกคำสั่งกวาดล้างขบวนการกู้ชาติอย่างหนักหน่วง
  • ส่งผลให้ชาวเกาหลีนับแสน ได้อพยพหนีตายเข้าไปหลบภัยอยู่ที่ กันโก ( Kun-Go) ซึ่งอยู่ทางเหนือติดกับชายแดนจีนและรัสเซีย 
  • ส่วนปัญญาชนและผู้มีฐานะได้ทิ้งประเทศอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่เกาะฮาวายประเทศสหรัฐอเมริกา
  • บางกลุ่มก็หนีไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และเมืองใหญ่ๆของจีน และพวกเหล่านี้ได้ลักลอบส่งเงิน และระดมอาวุธ ให้ความช่วยเหลือให้ชาวเกาหลีที่อยู่ในประเทศใช้ต่อสู้กับญี่ปุ่น


ขบวนการกู้ชาติเกาหลีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ( จับประเด็นนี้ไว้ให้ดีครับ )
ผู้นำกลุ่มเสรีนิยม

  1. กลุ่มชาตินิยมและเสรีนิยม
  2. กลุ่มคอมมิวนิสต์
  • ทั้งสองกลุ่มนี้ตามสภาพเดิมมีความแตกต่างกันทางความคิดทางการเมืองแบบสุดขั้ว
  • แต่เมื่อเวลานี้ ทั้งสองกลุ่มเห็นตรงกันคือ กำจัดญี่ปุ่นให้พ้นจากเกาหลี จึงหันหน้าเข้ามารวมกัน ยอมทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มไว้ชั่วคราว

  • ทั้งสองกลุ่มได้ร่วมมือกันเข้าโจมตีญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และประจวบกับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น และเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม
  • ชาวเกาหลีทั้งหมดจึงได้สัมผัสกับเอกราชใหม่ อีกครั้ง ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945 และชาวเกาหลีถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งอิสระภาพ ( Liberation Day ) และประกาศให้เป็นวันหยุดราชการสืบมาจนปัจจุบัน

  • เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อิสรภาพที่ชาวเกาหลีเพิ่งได้สัมผัสยังไม่ทันอุ่นมือ
  • ประเทศเกาหลีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ตรงบริเวณเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ เป็นเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ โดยให้ถือ เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นเขตแดน เป็นเขตปลอดทหาร

  • ฝ่ายเหนือ มีเงายักษ์ใหญ่อย่างจีนยืนทะมึน อยู่ข้างหลัง
  • ฝ่ายใต้ก็มีเงามหาอำนาจอย่างอเมริกา ยืนทับเงาอยู่ข้างหลังเช่นกัน
นายซิงมัน รี หรือ อี ซึงมัน (ประธานาธิบดีคนแรกเกาหลีใต้ )
ผู้นำกลุ่มขบวนการกู้ชาติสายเสรีนิยม

นางบั๊ก กึนเฮย์ นายกเกาหลีใต้คนปัจจุบัน ( พ.ศ.2556 )




ธงชาติเกาหลีใต้  (ธงชาติเกาหลีเรียกว่า แทกึกกี )
  • ฝ่ายใต้เรียกชื่อประเทศตัวเองว่า สาธารณะรัฐเกาหลี ( The Republic of Korea ) จัดการปกครองประเทศเป็นแบบประชาธิปไตย มี ดร.ซิงแมน รี ( Singman Ri ) ได้รับการรับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรก รัฐธรรมนูญฉบับแรกร่างเสร็จเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1948 และถือว่าวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ และประกาศให้เป็นวันหยุดราชการมาจนถึงปัจจุบัน



ผู้นำคนแรกเกาหลีเหนือ ( ผู้นำกลุ่มกู้ชาติสายคอมมิวนิสต์ )








นาย คิม จอง อิล ( ผู้นำเกาหลีเหนือรุ่นที่ 2 )







นาย  คิม   จองอุน ( ผู้นำรุ่นที่ 3 คนปัจจุบัน เกาหลีเหนือ )

ธงชาติเกาหลีเหนือ

  • ฝ่ายเหนือ เรียกชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐประชาชนเกาหลี ( The Democratic People's  Republic of Korea ) จัดการปกครองประเทศเป็น แบบคอมมิวนิสต์ มีนายคิม อิลซุง ( Kim II Sung ) เป็นประผู้นำประเทศและจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกเมื่อ วันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1948





แผนที่ประเทศเกาหลี มีรูปร่างคล้ายปืนพกสั้น
โดยฝ่ายใต้เป็นด้ามปืน ฝ่ายเหนือเป็นกระบอกปืนแบ่งประเทศกันที่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ

  • คำว่าเกาหลี ( Korea ) มาจากคำว่า โคริโย ( Koryo )


ชนชั้นเกาหลียุคโบราณแบ่งออกเป็น 4 ชนชั้นได้แก่
  1. ชนชั้นสูง เรียกว่า ยางบัน ( Yang ban ) ได้แก่ ขุนนาง ข้าราชการระดับสูงทั้งทหารและพลเรือน  นักวิชาการ นักปราชญ์ บุตรหลานชนชั้นสูงจะได้รับยศฐาบรรดาศักดิ์ตั้งแต่เกิด
  2. ชนชั้นกลาง เรียกว่า ชินจิน ( Shin-Jin ) ได้แก่ข้าราชการระดับกลางและระดับล่าง มีตำแหน่งหน้าที่ทางสังคมและมีการศึกษาสูงกว่าสามัญชน
  3. ชนชั้นสามัญ หรือชนชั้นสาม เรียกว่า แซงมิน ( Sang Min ) ได้แก่ พ่อค้า ชาวไร่ ชาวนา          ช่างฝีมือ
  4. ชนชั้นต่ำหรือชนชั้นที่สี่ เรียกว่า ซุนมิน ( Sun-Min ) ได้แก่พวกนักแสดง คนฆ่าสัตว์และทาส
  • ชนชั้นต่ำนี้จะถูกพวกชนชั้นสูงเรียกว่า แซง-นอม ( Sang-Nom) หรือพวกไพร่ เป็นคำดูถูกเหยียดหยาม โดยในแต่ละชนชั้นจะมีการแบ่งแยก มีข้อห้าม มีที่อยู่อาศัย มีภาษาพูด เครื่องแต่งกาย และห้ามแต่งงานกับชนต่างชนชั้น ห้ามทำพิธีศพร่วมกัน ห้ามชนชั้นต่ำสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันหลากสี

ระบบชนชั้นถูกยกเลิกไปเมื่อ ค.ศ.1894 ในช่วงสงคราม จีน กับ ญี่ปุ่น และถูกทำลายลงอีกครั้งในสงครามเกาหลีเมื่อ ค.ศ.1950 และส่งผลให้ชาวเกาหลีมีความเสมอภาคตั้งแต่นั้นมา

สงครามเกาหลี ค.ศ.1950-1953

  • สงครามเกาหลีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950  โดยทหารเกาหลีเหนือกว่า 6 หมื่นนายได้รุกล้ำเส้นขนานที่ 38 เข้ามาในเกาหลีใต้
  •  และสามารถยึดกรุงโซลได้ในเวลาเพียง 5 วัน  อเมริกาและสหประชาชาติได้ยกพลขึ้นบกที่เกาหลีใต้อีกครั้งหนึ่งเพื่อขับไล่กองกำลังทหารเกาหลีเหนือออกไป
  • และได้โจมตีดินแดนบางส่วนของจีน ทำให้พญามังกรอย่างจีนเดือดดาน จึงได้ส่งทหารเข้าร่วมรบสนับสนุนเกาหลีเหนือ ยึดดินแดนที่เสียไปคืนมาได้และได้เข้ายึดกรุงโซลกลับมาได้อีก
  • แต่อเมริกาและสหประชาชาติก็สามารถยึดเกาหลีใต้กลับคืนมาได้อีกครั้งเช่นกัน และตกลงมีการเซ็นสัญญาทางทหารหยุดยิง ที่หมู่บ้านปันมุนจอม ( Panmunjom ) ในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ.1953 เป็นการยุติสงครามที่กินเวลายาวนานถึง 3 ปีลงได้
แทกึกกี1

แทกึกกี2

แทกึกกี3

แทกึกกี4

แทกึกกี5




แทกึกกี6
แทกึกกี7



แทกึกกี8





แทกึกกี9
แทกึกกี10

แทกึกกี11




กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครองมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตร์จารย์ มยุรี เจริญ
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


อ้างอิง           >>>           ประธานาธิบดีคนแรกเกาหลีใต้
                             >>>           ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีเหนือ
                             >>>           รายชื่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้
                           >> >            ประเทศเกาหลีเหนือ
                            >>>            เกาหลีโบราณ
       


วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

กำเนิดศาสนาพราหมณ์-ฮินดู


พระตรีมูรติหรือเทพเจ้าทั้ง 3 องค์


ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู
ความเป็นมาของศาสนา

  • พราหมณ์เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก กำเนิดขึ้นในประเทศ อินเดีย
  • ผู้ก่อตั้งศาสนาพราหมณ์ เป็นพวก อารยัน หรืออริยกะ
  • ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของอินคือ ชาว ดราวินเดียน หรือฑราวิธ หรือ ทัสยุ หรือ มิลักขะ ซึ่งอาศัยตั้งรกรากอยู่ที่ลุ่มน้ำสินธุ
  • โดยชาวพื้นเมืองเดิมของอินเดียมีความเชื่อในเรื่อง วิญญาณ และนิยมบูชา ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
  • รวมไปถึงต้นไม้ ภูเขา ท้องฟ้า โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะแฝงเร้นตัวอยู่ในสิ่งที่พวกตนเองนับถือ
  • และในเวลาต่อมาได้ยกย่องวิญญาณเหล่านั้นให้เป็นเทพเจ้า 


  • การบูชาเทพเจ้า จะมีกองไฟ สิ่งของที่นำมาบูชาจะประกอบไปด้วย นม  เนย เนื้อสัตว์ โดยจะใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไปในกองไฟ เพราะเชื่อว่า ไฟคือสื่อกลางระหว่าง เทพเจ้า กับ มนุษย์



  • ต่อมาเมื่อพวก อารยัน ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ลุ่มน้ำสินธุตอนบน ซึ่งพวกอารยันจะมีความเชื่อในเรื่องความลี้ลับ นับถือ เทวดา และมีการบูชาพระอาทิตย์



  • เมื่อความเชื่อชนเผ่าพื้นเมืองเดิม และชาว อารยันผู้มาใหม่สามารถผสมผสานกันได้
  • ในที่สุดชนเผ่าอารยันก็ได้ก่อตั้งศาสนาของตนขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ เรียกว่า ศาสนาพราหมณ์ มีคัมภีร์พระเวท เป็นคัมภีร์ทางศาสนา มีผู้ประกอบพิธีกรรม เรียกว่า พราหมณ์



การแบ่งยุคของศาสนาพราหมณ์


  • ดร.ราธกฤษณัน นักปราชญ์ชาวอินเดียได้แบ่งศาสนาพราหมณ์ออกเป็น 3 ยุคปรากฎในงานเขียนของเขาในหนังสือชื่อ Indian  Philosophy ดังนี้



  1. ยุคพระเวท ( Vedic Period ) เริ่มตั้งแต่มีคัมภีร์พระเวทเกิดขึ้น มีระยะเวลาประมาณ 1,000 ปี จนถึง 100 ปีก่อนพุทธกาล
  2. ยุคมหากาพย์ ( Epic Period )  เริ่มสมัย 10 ปี ก่อนพุทธกาลจนถึง พุทธศักราช 700 โดยประมาณ ในยุคนี้มีมหากาพย์ เกิดขึ้น 2 เรื่อง คือ รามายณะ ( รามเกียรติ์ ) และมหาภารต เป็นยุคเดียวกับที่พุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้วและกำลังมีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และเป้นคู่แข่งกับศาสนาพราหมณ์ในยุคนี้
  3. ยุคระบบทั้ง 6 ( Period of the six Systems ) ยุคนี้เป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์มีการพัฒนามาเป็นฮินดู และได้เกิดปรัชญาของชาวฮินดู ทั้ง 6 ระบบขึ้นคือ
  • ลัทธิสางขยะ
  • ลัทธิโยคะ
  • ลัทธิวิเศษษิกะ
  • ลัทธินยายะ
  • ลัทธิมีมางสา
  • ลัทธิเวทานาตะ

  • โดยทั้ง 6 ลัทธิเกิดมาจากพื้นฐานทางคัมภีร์เดียวกันคือคัมภีร์ อุปนิษัท

เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์

ในตอนต้นชาวอารยันแบ่งเทพเจ้าที่ตนเองนับถือออกเป็น 3 กลุ่มคือ
  1. เทพเจ้าบนพื้นโลก
  2. เทพเจ้าบนอากาศ
  3. เทพเจ้าบนสวรรค์
โดยในแต่ละกลุ่มจะมีเทพอยู่ 11 องค์ รวมเป็น 33 องค์ การนับถือเทพหลายองค์เรียกว่า พหุเทวนิยม ( Polytheism ) 
ต่อมาชาวอารยันได้ยกย่องเทพ 3 องค์ขึ้นมาเป็นพิเศษจากจำนวนน 33 องค์คือ
  1. พระอินทร์
  2. พระวิรุณ
  3. พระอัคนี
  • และช่วงปลายของยุคพระเวท ได้มีพัฒนาการพิเศษขึ้นโดยได้ยกย่องเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลให้เป็นเทพเจ้าสูงสุด คือ พระพรหม หรือ พรหมัน หรืออีกชื่อซึ่งเป็นชื่อแต่เดิม คือ ปชาบดี

  • พระพรหม หรือ พรหมัน ถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าสูงสุด เป็นเทพผู้สร้างสรรพสิ่่งทั้งหลาย ในยุคนี้ ศาสนาพราหมณ์ มีการนับถือเทพเพียงองค์เดียว เรียกว่า เอกเทวนิยม ( Mono theism )
  • ในยุคนี้นี่เองสังคมอินเดียก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขึ้นครั้งใหญ่ เกิดระบบวรรณะขึ้น 4 วรรณะในสังคมอินเดีย ได้แก่
  1. วรรณะกษัตริย์
  2. วรรณะพราหมณ์
  3. วรรณะแพศย์
  4. วรรณะศูทร
ภายหลังเกิดระบบชนชั้นขึ้นศาสนาพราหมณ์ก็ได้ ก็ได้กลับมานับถือเทพหลายองค์อีกครั้งโดยนับถือเทพเจ้า 3 องค์หรือ พระตรีมูรติ ( อ่านว่า ตรี มู-ระ-ติ ) คือ
  • พระพรหม เชื่อว่า เป็นผู้สร้างโลกและทุกสรรพสิ่ง
  • พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นเทพผู้รักษาคุ้มครองโลก
  • พระอิศวรหรือพระศิวะ เป็นเทพเจ้าสูงสุด และเป็นเทพผู้ทำลายโลก เมื่อเห็นว่าควรทำลาย
ในสมัยที่พราหมณ์ได้นับถือเทพ 3 องค์หรือพระตรีมูรติ เป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์ ได้พัฒนาการมาเป็นศาสนา ฮินดู

  • ดังนั้นศาสนาพราหมณ์จึงเป็นรากฐานของศาสนา ฮินดู หรือ ฮินดู เกิดมาจากวิวัฒนาการของศาสนาพราหมณ์นั่นเอง โดยเริ่มมีพัฒนามาตั้งแต่ พ.ศ.800 มีลักษณะเป็นเทวนิยม
  • เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมาจาก พรหมัน หรือ ปรมาตมัน มีความเชื่อว่า วิญญาณจะไม่ดับสูญ และจะเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้น โดยเชื่อว่าการที่จะบรรลุ และหลุดพ้นได้ ต้องมีการปฏิบัติตามโยคะ ทำจิตให้เป็นสมาธิ แสวงหาความรู้ รู้แจ้งในสัจธรรม และไปสู่ความหลุดพ้น เรียกว่า บรรลุโมกษะ เป็นปลายทาง

คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์- ฮินดู

  • เรียกว่าคัมภีร์พระเวท ประกอบด้วย 4 คัมภีร์ดังนี้
  1. ฤคเวท เป็นคัมภีร์แห่งความรอบรู้ในบทสวดมนต์สรรเสริญเทพเจ้า
  2. ยชุรเวท เป็นคัมภีร์รวมบทร้อยกรองใช้ในพิธีกรรม บูชายัญ
  3. สามเวท เป็นคัมภีร์รวมบทสวดมนต์สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆของประชาชนดดยทั่วไป
  4. อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์เวทมนต์ คาถา
นิกายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมี 3 นิกายดังนี้
  1. นิกายพรหม นับถือพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด ถือเป็นนิกายที่เก่าแก่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์
  2. นิกายไวษณพ  นิกายนี้นับถือ พระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.1367-1467 เชื่อเรืองพระวิษณุอวตารลงมาปราบ ยคุเข็ญ
  3. นิกายไศวะ นิกายนี้นับถือ พระศิวะ หรือพระอิศวรเป็นใหญ่ มีสัญลักษณ์พิเศษคือ ศิวะลึงค์ หรืออวัยวะเพศชาย เป็นสัญลักษณ์แห่งนิกาย 




พระพรหม


หลักธรรมของศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู

หลักธรรม 10 ประการได้แก่
  1. ธฤติ         ได้แก่     ความมั่นคง ความกล้าหาญ ความสุข ความพากเพียร และพอใจในสิ่งที่ตนเองมี
  2. กษมา      ได้แก่      ความอดทน อดกลั้น
  3. ทมะ        ได้แก่       การข่มใจ การระงับจิตใจ
  4. อัสเตยะ   ได้แก่    การไม่ลักขโมย
  5. เศาจะ      ได้แก่    การทำตนให้บริสุทธิ์ทั้งใจกาย
  6. อิทรีนิครหะ   ได้แก่  การระงับอินทรีทั้ง 10  ได้แก่ประสาทรับความรู้สึกทั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง และประสาทรู้สึกทางการกระทำ คือ มือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบา ลำคอ
  7. ธี     ได้แก่ สติ ปัญญา
  8. วิทยา    ได้แก่  ปรัชญา ความรู้
  9. สัตยะ  ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความสุจริต  ความจริง
  10. อโกธะ   ได้แก่ ความมีขันติ ความไม่โกรธ

หลักอาศรม 4
  • หมายถึงขั้นตอนของชีวิตหรือแนวทางปฏิบัติเพื่อยกระดับชีวิตให้สูงขึ้น 4 ประการดังนี้
  1. พรหมจารี  เป็นขั้นตอนของเด็กชายตระกูลพราหมณ์ทุกคน จะต้องรับการคล้องด้ายศักดิ์สิทธิ์จากอาจารย์ เรียกพิธีนี้ว่า  ยัชโญปวีต  เมื่อได้รับการคล้องด้ายแล้วถือเป็นการประกาศตนเป็นพรหมจารี ถือว่าเป็นพราหมณ์ โดยสมบูรณ์ จะต้องศึกษาในสำนักของอาจารย์จนสำเร็จการศึกษา
  2. คฤหัสถ์  เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะกลับบ้านเรือนของตนเพื่อแต่งงานและมีบุตร หรือผู้ครองเรือน
  3. วานปรัสถ์  คือช่วงที่พราหมณ์จะต้องปฏิบัติตนเพื่อสังคมและประเทศ เมื่อมีความครัวมั่นคงเป็นหลักเป็นฐานแล้ว รวมทั้งบุตรได้ออกเรือน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะออกป่า เพื่อแสวงหาความวิเวก ฝึกจิตตนเอง ซึ่งอาจจะทำเป็นครั้งคราวแล้วกลับสู่เรือนก็ได้
  4. สันยาสี   เป็นช่วงเวลาที่พราหมณ์ จะกรำทำเพื่อเพื่อนมนุษยชาติทั้งปวง เป็นช่วงของการสละชีวิตของคฤหัสถ์ หรือ ชีวิตครองเรือนเพื่อเข้าป่าออกบวช แสวงหาเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือการบรรลุ โมกษะ  


หลักปุรุษารถะ หรือจุดมุ่งหมายของชีวิต

  • ธรรม   หมายถึง หลักศีลธรรมในสังคม เพื่อให้สังคมอยู่อย่างสันติ
  • กาม   หมายถึง  การหาความสุขทางโลก ให้ดำเนินไปในแนวทางแห่งธรรมซึ่งส่งผลให้ตนเองมีสุขและสังคมก็มีสุขด้วย
  • อรรถ เป็นการสร้างฐานะหรือแสวงหาทรัพย์โดยยึดแนวทางของธรรมเป็นหลัก
  • โมกษะ เป็นความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายการเกิด เป็นอิสรภาพของวิญญาณ หลุดพ้นจากสังสารวัฏ เป็นอุดมคติสูงสุดของชีวิต และเป็นความสุขนิรันดร
หลักปรมาตมันและโมกษะประกอบไปด้วย

  • ปรมาตมัน    เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง  เป็นดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ หรือทุกสิ่งเกิดจากปรมาตมัน ปรมาตมัน เป็นอมตะ ไม่มีเพศ ไม่มีเบื้องต้น ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสันติสุขในตัวเอง เป็นปฐมแห่งวิญญาณทั้งปวง และเป็นบ่อเกิดของ อาตมัน
  • อาตมัน    เป็นดวงวิญญาณของปรมาตมัน
  • โมกษะ  เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต หรือการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ การที่วิญญาณย่อย หรือ อาตมัน จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันได้นั้นจะต้องเข้าถึง โมกษะ โดยวิธีที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้นั้นคือ มรรค 4 ได้แก่
  1. กรรมมรรค คือ การละกรรมซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการเวียนว่าตายเกิดและให้กระทำกรรมที่เป็นเหตุจะให้เราเข้าถึงการหลุดพ้น
  2. ชญานมรรค  คือ วิธีแห่งการหลุดพ้นด้วยการรู้แจ้งในบรมสัตย์
  3. ภักติมรรค   คือ วิธีแห่งการหลุดพ้นด้วยการภักดีองค์พระผู้เป็นเจ้า
  4. ราชมรรค     คือ  วิธีแห่งการหลุดพ้นด้วยการฝึกฝนทางจิต
( มรรค 4 ในศาสนาพราหมณ์ เป็นคนละหลักธรรมกับ มรรค มี องค์ 8 ของศาสนาพุทธ )

หลักทรรศนะ 6

  • หลักทรรศนะ 6 เป็นหลักธรรมและการปฏิบัติที่เป็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ทำให้ความเป็นพราหมณ์ กลายมาเป็นฮินดูคือ ลัทธิทั้ง 6 ที่กล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้นั่นเอง

  • ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่มีศาสดา ของศาสนา แต่จะนับถือ เทพเจ้าสูงสุดของตน ตามแต่ละนิกายทั้งสาม ให้เป็นเทพสูงสุด แทน

                                                                          กังวาล  ทองเนตร


พระวิษณุหรือพระนารายณ์



พระอิศวรหรือพระศิวะ

พระอิศวรหรือพระศิวะ


มีเว็บมีบล็อกแล้วสมัครเป็นพันธมิตรโดยการติดโฆษณา-ข่าว
เพื่อสร้างรายได้กับ Yengo ได้ที่ลิงนี้ >> คลิกสมัครที่นี่