123ne.blogspot.com

กังวาล ทองเนตร

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา Pohthaiblogspot.com

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

หุ้นแลกการ์ด Laggard คืออะไร



หุ้นแลกการ์ดคืออะไร

นักลงทุนหลายคนมักจะได้ยินว่า เวลาตลาดผันผวน (หมายถึงเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงอย่างรวดเร็วในวันเดียว ไม่มีทิศทางชัดเจน ) ให้หาหุ้นแลกการ็ดเล่น (Laggard)
ปัญหาคือ หลายคนไม่เข้าใจคำว่า แลกการ์ด คือไปตีความตาม ความหมายในภาษาอังกฤษ ผลลัพธ์ก็มักผิด


เพราะถ้าตีความตามภาษาก็คือ ช้า ล้าหลัง เต่า ประมาณนั้น
ก็ลองคิดเอง ถ้าคุณเล่นหุ้นทุนก็น้อย อยากปั้นพอร์ทลงทุนให้โต คุณจะใส่ทุนเข้าไปในหุ้นเต่า ช้าล้าหลังทำไม


ดังนั้นภาษาหุ้นหลายๆคำไม่ได้แปลแบบตรงๆตามภาษา เช่น
upside ,sentiment อะไรเทือกนี้ มันไม่ได้หมายความว่า หุ้นกลับหัว หรือหุ้นมีความรู้สึก


หุ้นบ้าอะไรกลับหัว กลับหัวก็เอาขาชี้ฟ้านะสิ นั่นเจ๊ง
หรือหุ้นมีความรู้สึก หมายถึงแค่สัมผัสเธอก็เคลิ้ม อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่นะครับ ศัพท์บางคำใช้เฉพาะกลุ่มรู้เฉพาะกลุ่ม คล้ายศัพท์การเมือง อำมาตย์ ที่ความหมายมากกว่าอำมาตย์ ปลาวาฬ ที่ไม่ใช่ปลาวาฬ อาจเป็นปลาบึกก็ได้ คือรู้กันในกลุ่ม
พอขยายหลุดรอดออกมานอกวง คนเลยตีความผิดไปจากเดิม


  • กรณีจะยกคำว่า แลกการ์ดมาอธิบายพอให้เข้าใจ
  • คำว่า Laggard ในความหมายนักลงทุนคือ หุ้นที่ มีผลประกอบการออกมาดี แต่ราคาหุ้นยังไม่ตอบสนองกับตลาด 


เช่น หุ้น A ในคิว 3 มี มาจิ้น 30% มีกำไรสุทธิ หมื่นล้าน อัตราการเติบโต 15% (สมมุตินะ )


  • แต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 1.50 บาท หรือกี่บาทชั่งแม่งมัน แต่มันไม่ไป ซึ่งมันน่าจะวิ่งไปตามกำไรหมื่นล้าน อาจจะ 3-5 บาท แต่มันไม่ไป คือไม่ตอบสนอง กำไร 


หุ้นแบบนี้มีนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มันมีโอกาสที่จะไป เมื่อราคาไม่ไปก็เก็บไว้ คือเก็บ 1.50/หุ้น เพราะคาดว่ามันจะไป 3-5 บาท/หุ้นก็รวยไป นี่คือความหมายที่ใช้กันส่วนใหญ่ในตลาด


  • แต่คนที่ไม่เข้าใจไปตีความผิดคือ Laggard คือหุ้นที่ตลาดเขียวแม่งก็ไม่เขียว แดงมึงก็ไม่แดง จับเอาแค่นี้โดยไม่สนผลประกอบการ เลยตีความเองว่า ชัวร์กูเจอแล้วหุ้น Laggard ขายไร่ขายนาซื้อแม่งโลด สุดท้าย เจ๊งเพราะถือ 10 ปีแม่งก็ไม่ขยับราคา แถมปันผลก็ไม่ได้อีก ก็จอด


ดังนั้นคำว่า Laggard จึงหมายถึงหุ้นที่มีคุณสมบัติตามที่ผมยกมาแต่ข้างต้น แต่ผมจะเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อกรองให้ละเอียด คือ ดูตัวเลข เหล่านี้ประกอบด้วยคือค่าของ


  • P/E
  • ROA
  • ROE
  • DEB
  • EPS
  • %YIELD

  • ค่าพวกนี้มันสำคัญเพราะมันจะบอกว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพง คำว่าถูกแพงคนไม่เคยเล่นหุ้นจะไม่เข้าใจ ถูกแพงไม่ได้ดูที่ราคาหุ้นเป็นหลัก แต่ดูตัวเลขเหล่านี้ประกอบกัน อาทิ หุ้น ราคา 0.50 บาท ถ้าเราคิดแบบตาเห็นคือถูกมาก แต่พอเราไปดูพีอี สูง ถึง500 เท่า ในขณะที่ ยิลด์กับ อีพีเอส ต่ำ อย่างนี้คือแพงมหาศาล ซื้อไปก็เจ๊ง




  • ตรงกันข้ามมีหุ้นอีกตัวราคา 400บาท แต่พีอี 7 เท่า พีบีวี2.5แต่ยีลด์ 11.80% อีพีเอส 20% หุ้นตัวนี้ ราคาถูก เพราะซื้อแล้วมีอนาคตมีผลตอบแทนดีสม่ำเสมอ (เป็นตัวเลขสมมุติให้เห็นภาพ )


  • ดังนั้น Laggard ถ้าเติมตัวเลขที่ผมเพิ่มเข้าด้วยหรืออย่างแย่ก็เพิ่ม ยีลดืเข้าไป ให้ยีลด์สัก 5% ก็พอแล้ว ถือได้ หวังว่าจะไม่งง นี่ล่ะหุ้นไม่ยากและก็ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ที่ที่ใคร เดินถือเงินพร้อมกับหัวโล่งๆ เข้าไปแล้วรวยอย่างแน่นอน


คำฝากจากคนลงทุน

หุ้นคือมายาภาพ ที่ถูกสร้าง
กระดานหุ้นคือมายาภาพที่ถูกสร้าง
หุ้นมีขึ้นลง
หุ้นก็ถูกสร้างให้ขึ้นลงได้เช่นกัน

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยมีความเสี่ยงกว่า
ควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจและไม่ประมาท

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สังคมเสียบยอด ( gulping down social, swallowing social)หรือการกลืนกินทางสังคม


สังคมเสียบยอด ( gulping down social, swallowing social)

  • ศัพท์คำนี้ผมเป็นคนบัญญัติมันขึ้นมาเอง ในฐานะคนรัฐศาสตร์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ศึกษาการเมืองมา ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ใครจะนำไปใช้ แต่ บอกด้วยว่า กังวาล ทองเนตร คิดมันขึ้นมา
ผมนำแนวคิดมาจากการต่อยอดต้นไม้ หรือเสียบยอดต้นไม้
  • กล่าวคือ การต่อยอดต้นไม้ จะเป็นการนำยอดต้นไม้อีกสายพันธุ์หนึ่ง หรือใกล้เคียง มาเสียบลงไปในตอ หรือต้นพันธุ์ซึ่งเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง อาทิ มะม่วง
  • มะม่วงที่ใช้เป็นต้นตอ จะเป็นมะม่วงพื้นเมือง หรืออย่างอื่น แต่มีคุณสมบัติคือ ทนโรค ทนสภาพอากาศได้ดี แต่ ผลมีราคาต่ำ ตลาดไม่นิยม
  • ส่วนที่เป็นยอดที่นำมาเสียบ ตรงข้ามกับต้นที่ใช้เป็นตอ คือ อ่อนแอ ไม่ทนโรค แต่ผลมีราคา ตลาดนิยม 
นี่คือกรอบที่มาแนวคิดที่ผมใช้อธิบายสภาพสังคมการเมืองการปกครองของไทย
ขั้นตอนก็คือนำมะม่วงที่ทนโรคแต่ให้ลูกที่ตลาดไม่ต้องการมาปลูก พอโตระดับหนึ่ง ก็ตัดยอดทิ้ง แต่เหลือรากโคนไว้ในดินต่อไป จากนั้น นำยอดหรือกิ่งมะม่วงของอีกสายพันธุ์มาทำการเสียบเข้าไปกับ ต้นตอเก่า จากนั้น เนื้อเยื่อของต้นเก่ากับ กิ่งยอดใหม่จะประสาน เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว และมีคุณสมบัติใหม่คือ ทนโรค ทนสภาพอากาศ และให้ลูกที่มีราคาดี ตลาดต้องการ
  • นั่นคือสภาพสังคมไทยที่เป็นมาช้านาน หมายถึงส่วนโคนต้นและราก เป็นมะม่วงพื้นเมืองดั้งเดิม อีกสายพันธุ์ หรือหมายถึง ประชาชน ที่เป็นคนส่วนมากของประเทศ และมีรายได้น้อย เป็นผู้ถูกปกครอง มีหน้าที่เป็นฝ่ายผลิตป้อนสังคม ซึ่งก็คือส่วนยอด ในที่นี้หมายถึงมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่อ่อนแอ แต่มีผลที่มีราคาแพงตลาดนิยม ซึ่งในทางสังคมก็คือชั้นชั้นปกครองของไทยและ กลุ่มทุนผูกขาด ที่เป็นมะม่วงส่วนยอด
ดังนั้นเมื่อมองเผินๆด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามันเป็นต้นมะม่วง หมายถึงมีลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ล้วนเป็นมะม่วง แต่แท้จริง หรือเนื้อใน มันเป็น ของปลอม เพราะส่วนฐานล่างเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร แล้วนำไปเลี้ยง โครงสร้างส่วนยอด และผลิดอกออกผล จริงอยู่แม้ลูกมะม่วงจากต้นนี้ จะสามารถรับประทานได้ปกติ หรืออาจรสชาติดีขึ้น ก็ตาม แต่มองลงไปในโครงสร้างจริงๆ จะพบว่า มะม่วงลูกนี้หรือจากต้นนี้ ไม่ใช่ลูกมะม่วงของต้นนี้จริงๆ มันจอมปลอม มันเป็นการโกหกสังคมโลก และต้นตอมะม่วงต้นนี้ก็ถูกบังคับให้หาอาหารมาเลี้ยงส่วนบนทางสังคมตลอดไป อย่างน่าสงสาร
  • ดังนั้นผมจึงนำมาเปรียบเทียบใช้ในการอธิบายสังคมไทยว่า เหมือนมะม่วงเสียบยอด หรือเป็นต้นไม้ชนิดอื่นก็ได้ แต่เป็นการเสียบยอด มิใช่ทั้งโครงสร้างเป็นของสิ่งเดียวกัน
แม้บางคนจะมองในแง่ธุรกิจหรือทางเศรษฐศาสตร์ว่า นี่คือนวัตรกรรม เชิงบวก เพราะเป็นการเพิ่มคุณค่า เพิ่มราคา ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าจะใช่ แต่ในความหมายทางสังคม ทางรัฐศาสตร์ ทางการปกครอง โครงสร้างแบบนี้หมายถึงการ กดขี่ การเอาเปรียบ หรือกลายเป็นการกลืน swallowing ,gulping down ชนิดที่ต้นตอและรากเดิมไม่มีโอกาสแม้แต่จะแพร่ขยายเมล็ดพันธุ์ หรือสายพันธุ์ตนเองได้เลยตลอดไป




กังวาล ทองเนตร
คณะรัฐศาสตร์ภาควิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เทรดฟอเร็กซ์ได้เงินจริงหรือหลอกลวง

โปรแกรมการซื้อขายฟอเร็กซ์

Forexได้เงินจริงหรือหลอก

ทุกวันนี้ตลาดฟอเร็กซ์ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในไทย เพราะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ที่สนใจจะกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ทการลงทุนตนเอง

  • ปัญหาคือมีคนเข้าใจฟอเร็กซ์ที่แท้จริงไม่มากนัก และโบรกเกอร์ต่างๆเป็นของต่างประเทศจึงยากตรวจสอบว่าอันไหนโบรกจริงอันไหนโบรกปลอมหลอกลวง 

หลักการดูโบรกคือ

  • หนึ่งต้องโปร่งใส มีสัญญาอนุญาตจดตั้งชัดเจน 
  • สองคือมีความน่าเชื่อถือ มีคนนิยม มีสำนักงานเป็นตัวตนมีที่อยู่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ประเทศนั้นๆคอยซัพพอร์ท 
  • มีอายุการก่อตั้งมากพอสมควร มีประวัติดีไม่เสียหายฉ้อโกงลูกค้า มีช่องทางการฝากถอนเงินหลายช่องทาง ง่ายและสะดวกตลอดเวลา มีเงื่อนไขที่ชัดเจนไม่สีเทา 
ฟอเร็กซ์ ก็เหมือนบิทคอยน์ ตรงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

  • แต่กฎหมายไทยยังไม่รองรับ หรือเราเดินช้ากว่าชาวโลก หมายถึงคนซื้อบิทคอยน์ และฟอเร็กซ์ ก็ไม่ผิดกฎหมายแต่ถ้าเกิดความเสียหายต้องแบกรับสภาพกันเอง 
  • ดังนั้นโบรกเกอร์ที่เราเลือกจึงสำคัญสุด คือ เป็นที่นิยมของนักเทรดทั่วโลก มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ การเลือกโบรกฯ เราจึงเลือกจากประสบการณ์คนอื่น และคนส่วนใหญ่


    ข้อสังเกต

  • การเทรดฟอเร็กซ์ หรือการลงทุนในตลาดฟอร์เร็กซ์ ต้อง เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เทรดเอง ได้เองเสียเองจะไม่มีการไปฝากเงินใส่มือให้คนอื่น ไปเทรดให้ โดยอ้างว่าจะจ่ายค่าตอบแทนสูง และต้องเติมเงินเข้าทุกเดือน หรือบีบบังคับให้หาลูกค้า หรือสมาชิก หรือดาวน์ไลน์ 
  • การเทรดฟอเร็กซ์ ต้องมีอิสระภาพ ทั้งการเปิดบัญชี การเติมเงิน การถอนเงิน ต้องไม่มีใครมาบีบบังคับว่าต้องเติมทุกเดือนเดือนละเท่านั้นเท่านี้ ต้องไม่มีใครมาบังคับให้เทรดหรือซื้อขาย เราสามารถเลือกเวลาซื้อขายเราเองได้ตามที่เราสะดวก คือว่างเมื่อไหร่ พร้อมเมื่อไหร่ก็เทรดได้ 
  • ถ้าบีบบังคับคือ นั่นคือไม่ใช่แล้ว คือหลอกลวง โบรกเกอร์ที่ดี มีหน้าที่แค่ อำนวยความสะดวก ให้เราทั้งการเปิดบัญชี การฝากการถอนเงิน รับผิดชอบเราในประเด็นเหล่านี้ และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมค่าบริการอื่นๆจากเราโดยอ้อม 
  • จะต้องไม่มาก้าวก่ายเรา และข้อสังเกตอีกอย่าง ให้เราสมัครกับหลายเว็บหลายโบรกเกอร์และอย่าเพิ่งเติมเงิน ให้ เลือกตราสารหรือคู่เงิน คู่เดียวกัน เปิดขึ้นมาเทียบกันทุกโบรกที่เรามีบัญชี จากนั้นตั้งกราฟ ตั้งไทม์เฟรมเดียวกัน เช่น 1 นาที 5 นาที 10 นาที 30นาที เป็นต้น แล้วสังเกตุดูว่ากราฟวิ่งขึ้นลงตรงกันหรือไม่ 
  • ถ้าโบรกไหน วิ่งผิดปกติจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลง ช้า เร็วกว่าคนอื่น ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า ไอ้นี่ มีพิรุธ มีข้อผิดสังเกตต่างจากคนอื่น อาจปลอมมา โดยกราฟที่แสดงอาจไม่ใช่กราฟที่ลิงค์มาจากตลาดฟอเร็กซ์โดยตรง แต่เป็นโบรกเกอร์ปลอมเจ้านั้น สร้างหรือจำลองกราฟขึ้นมาเองแล้ว ให้นักลงทุนเทรดบนกราฟที่ตนเองสร้างขึ้นและเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ลิงค์กับตลาด เพื่อกินทุนเรา ความหมายก็คือเราไม่ได้เทรดกับตลาด คำสั่งซื้อหรือขายเราไม่ไปตลาด แต่ไปที่เซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์โดยตรง และเทรดภายใต้กราฟโบรกเกอร์จำลองขึ้นมา อย่างนี้ หลอกชัวร์ ใส่เงินเท่าไหร่ก็หมดเพราะมันกระชากกราฟกินทุนเรา พอได้กำไร อยากถอนก็ปิดบัญชีปิดเว็บเผ่นหนีพร้อมทุนเรา นี่คือตัวอย่างโบรกหลอกลวง 


  • เทรดได้ก็กำไรของเรา เทรดเสีย ก็รับผิดชอบเอง นี่คือของจริง
  • ส่วนโบรกจริงต้องใช้กราฟจริงลิงค์แบบเรียลไทม์กับตลาดเวลานั้นๆเลย คำสั่งซื้อขายไปที่ตลาดโดยตรงและสามารถถอนกำไรได้ อาจช้าหรือเร็ว ตามเหตุผลเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างประเทศบ้างนิดหน่อย แต่ก็ถอนได้ ไม่ใช่ปิดเว็บเชิดเงินหนี

ซึ่งโบรกเกอร์ที่คนไทยและคนทั่วโลกหลักๆเวลานี้ก็จะมี

โบรกเกอร์ XM
โบรกเกอร์ FBS
โบรกเกอร์ EXNESS

ทั้ง3 นี้ผมไม่ได้จัดเรียงลำดับตามความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด

 แต่คนไทยจำนวนมากไว้วางใจเปิดบัญชีเทรดกันเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องยาวนานหลายปีแล้ว
  • ท่านใดสนใจก็ลองศึกษาข้อมูลหาความรู้เพิ่มเติมดู หรือลองเปิดพอร์ทจริงๆ รับโบนัสจริงเทรดจริงได้เลย หรือเปิดบัญชีจริงแล้ว เปิดบัญชีเดโม หรือบัญชีทดลองเทรด เพื่อฝึกเทรด เสริมทักษะ หรือเริ่มเรียนรู้ไปกับตรงนี้ได้ จะได้มีความรู้จริงเห็นจริง เมื่อเห็นโอกาสหรือเชี่ยวชาญแล้ว เราก็กล้าที่จะลงทุน 
  • คงไม่มีใครกล้าโยนเงินของตัวเองใส่ไปในอะไรก็ตามที่ตนเองไม่มีความรู้แน่นอน นี่จึงเป็นโอกาสที่ทางโบรกเกอร์เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองเทรด ทั้งบัญชีเดโม หรือเทรดจริงเงินจริง ที่โบรกเกอร์ออกทุนให้ จำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาจากของจริง

สรุปคือ

  1. ฟอเร็กซ์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับเท่านั้นเอง และมีแนวโน้มว่าจะมีกฎหมายรองรับในเร็วๆนี้เพราะเป็นการลงทุนการระดมทุนขนาดใหญ่ เป็นที่นิยม เช่นเดียวกับบิทคอยน์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับแต่ คนนิยมทั่วโลกแล้ว 
  2. ฟอเร็กซ์เป็นทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการกระจายทุนกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการเงินในการขยายพอร์ทลงทุนของตนเอง 
  3. ฟอเร็กซ์ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่มีมิจฉาชีพบางกลุ่มอาศัยความไม่รู้หรือความใหม่สำหรับคนไทย ทำให้มันเป็นแชร์ลูกโซ่ 
  4. ฟอเร็กซ์ไม่ใช่การลงทุนผ่านบุคคล กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนที่ตลาดตราสารหนี้ของโลกโดยตรง โดยการเปิดพอร์ทการลงทุนหรือบัญชีจริงผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับการก่อตั้ง แบบถูกต้องจากต่างประเทศ 
  5. ฟอเร็กซ์ไม่มีเงินปันผล ไม่มีผลตอบแทนอย่างอื่นใดๆเลย นอกจาก ส่วนต่างของราคาตราสารที่เราทำการซื้อขายจริง ถ้าใครบอกว่ามีนั่นคือหลอกลวง 
  6. ฟอเร็กซ์ไม่มีการบีบบังคับให้เราเติมเงินหรือบีบบังคับให้เราทำการซื้อขาย แต่อาจมีวงเงินทุน มากน้อยในการฝากเข้าตามลักษณะแต่ละบัญชี ใหญ่ เล็กไม่เท่ากันตามแต่ละชื่อที่โบรกเกอร์จะเรียกชื่อ เช่น บัญชี เซน บัญชีไมโคร บัญชีมินิ บัญชีสแตนดาร์ด บัญชีซีโร่ และอื่นๆ ตามแต่ละโบรกเกอร์ 
  7. เมื่อเปิดบัญชีฟอเร็กซ์กับโบรกเกอร์ที่ถูกต้องไม่หลอกลวงแล้ว จะมีการปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างโบรกและนักลงทุน เช่น ติดต่อสอบถาม แก้ไขปัญหา อำนวยความสะดวก อบรม สัมมนาเพิ่มทักษะความรู้ และกิจกรรม อยู่เสมอ ไม่มีการบีบบังคับหาลูกค้าทุกวิธี 
  8. โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ มีการ เปิดโปรแกรม affiliate ให้ เว็บมาสเตอร์ ให้บล็อกเกอร์ ที่สนใจในการเพิ่มรายได้พิเศษ โดยการสมัครเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ จากนั้น ก็นำลิงค์ หรือแบนเนอร์ affiliate ของตนเอง ไปเชิญชวน บุคคลที่สนใจอยากเทรดฟอเร็กซ์ ให้สมัครตามลิงค์นั้นได้ โดยไม่มีการบีบบังคับเช่นกัน เป็นเพียงการแนะนำ ให้รู้ว่าเปิดบัญชีกับโบรกไหนได้บ้าง และผู้แนะนำอาจได้ค่าแนะนำจากโบรกตามเงื่อนไข โดยไม่มีการไล่เก็บจากผู้สมัครผ่านลิงก์ หรือหักทุนออกจากผู้สมัครผ่านลิงก์แต่อย่างใด และไม่มีการเรียกเงิน การระดมทุน ทุกกรณี 
  9. การได้เงินหรือเสียเงิน จะต้องขึ้นอยู่กับการเทรดหรือซื้อขายของนักลงทุนหรือตัวเราเองจะไม่ได้มาจากวิธีอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างเด็ดขาด 
  10. โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่หลอกลวงมีอยู่จริง ดังนั้นเราจึงเลือกจากโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ มีคนนิยม เป็นที่รู้จัก ไม่มีประวัติการฉ้อโกง และมีเจ้าหน้าที่ มีสำนักงานในไทยอย่างเปิดเผย ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีและมีลักษณะมั่นคงถาวร 
  • ซึ่งโอกาสหน้าผมจะนำวิธีการเปิดบัญชี วิธีการติดตั้งโปรแกรมการซื้อขาย และวิธีการซื้อขายมาอธิบายพอสังเขปพอให้เข้าใจ

  • ติดตามรายการหมูน้อยนักลงทุนไลฟ์สดได้ที่นี่ >>>> หมูน้อยนักลงทุน 
  • มีแจกเสื้อสวยๆแบบนี้ ฟรีจาก xm ง่ายๆส่งถึงบ้าน





ข้อคิดในการลงทุน
  • การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยมีความเสี่ยงกว่า 
  • ถ้าได้กำไรอย่างเดียวโลกนี้คงไม่มีคนยากจน 
  • แต่ถ้าขาดทุนอย่างเดียว ทุกตลาดทุนคงปิดตัวไปแล้วเพราะไม่มีนักลงทุน 
ดังนั้นกำไรหรือขาดทุนจึงอยู่ที่ตัวเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆได้มากแค่ไหน และบริหารจัดการความเสี่ยงได้มากแค่ไหน