กังวาล ทองเนตร

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา Pohthaiblogspot.com
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำปราศรัย ชา เดอ โกล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำปราศรัย ชา เดอ โกล แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

คำปราศรัย ชาร์ล เดอ โกล

ชาร์ล เดอ โกล


คำปราศรัยของ ชาร์ล เดอ โกล เมื่อ 16 มิถุนายน ค.ศ.1946 ที่เมือง Bayeux

ความยุ่งยากวุ่นวายในชาติเป็นเหตุให้พลเมืองไม่สนใจในธรรมนูญปกครองประเทศเมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ประเทศชาติจะกลายเป็นเผด็จการก็จะเป็นไปได้โดยง่าย องค์การบริหารประเทศก็เปรียบได้กับเครื่องจักรกลซึ่งต้องมีการทำงานที่ดีและมีการทำงานเรียบร้อยสม่ำเสมอ

เพราะเหตุใด สาธารณะรัฐที่ หนึ่ง สอง สาม ( ในฝรั่งเศส ) เพราะเหตุใดระบอบประชาธิปไตยในอิตาลี ในเยอรมันสมัยไวมาร์ และในสาธารณะรัฐสเปน จึงต้องพ่ายแพ้เปิดทางให้ระบบเผด็จการซึ่งทุกคนก็ทราบกันดีอยู่

ระบบเผด็จการคือการผจญภัยหรือการเสี่ยงโชคในระยะเริ่มแรกเราอาจจะได้เห็นว่าเป็นระบบที่ดีมีประโยชน์ท่ามกลางความกระตือรือร้นของคนบางกลุ่ม การยอมรับโดยมิสู้จะเต็มใจของประชาชนที่เหลือ ความเฉียบขาดของกฎข้อบังคับและโฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว
จะทำให้เห็นว่าเผด็จการเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความยุ่งเหยิงต่างๆ ในประเทศในระยะก่อนเผด็จการ แต่เมื่อประเทศเป็นเผด็จการนานเข้า เพื่อเป็นการตอบแทนที่ประชาชนถูกบีบบังคับและการจำกัดอิสระภาพ ระบบเผด็จการจะต้องแสดงผลงานมากขึ้นทุกที
ประเทศชาติกลายเป็นเครื่องจักรกลที่ถูกเจ้านายบีบบังคับใช้อย่างเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองภายในหรือภายนอกประเทศ การวางเป้าหมายและการดำเนินงานถูกบีบบังคับอย่างไม่มีขอบเขต ในทุกย่างก้าวจะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอก ในที่สุดเครื่องจักรก็จะมาถึงจุดสุดท้าย ระบบเผด็จการจะถึงจุดจบท่ามกลางความทุกข์ยาก และการนองเลือด ประเทศชาติจะตกต่ำไปเสียยิ่งกว่าเมื่อก่อนที่จะเป็นเผด็จการเสียอีก ประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศของเรา ซึ่งมีแต่ความยุ่งเหยิงและขัดแย้งทางการเมืองเป็นอย่างมาก

เป็นที่ทราบกันแน่นอนแล้วว่า หลักเกณฑ์ของประชาธิปไตยคือการแสดงความคิดเห็น และการแสดงความคิดเห็นนี้ถูกนำไปใช้ปฏิบัติงานของทางการและกฏหมาย
แต่ประสบการณ์และหลักเกณฑ์ต่างๆ บังคับให้แบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และให้ดุลยภาพ นอกจากนั้นยังจะต้องมีกรรมการผู้ตัดสินในระดับชาติซึ่งอยู่เหนือวงการเมือง โดยเป็นผู้ประกันความต่อเนื่องของชาติ ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองอีกด้วย

สำหรับการออกกฎหมายนั้น ไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่า หน้าที่นี้จะต้องตกอยู่กับสมาชิกของสภาซึ่งได้รับเลือกมาจากปวงชนโดยตรง  แต่การเคลื่อนไหวก้าวแรกของสภานี้ อาจไม่ให้ผลดีพอเพียงเสมอไป 

ด้วยเหตุนี้จึงควรมีสภาที่สองได้รับเลือกมาโดยวิธีการอื่นซึ่งแตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎร ให้มีหน้าที่ตรวจสอบเสนอข้อแก้ไขหรือยกร่างกฎหมายต่างๆ  จริงอยู่ถึงแม้ว่าลักษณะความคิดทางการเมืองต่างๆ จะมีตัวแทนของตนอยู่ในสภาแล้วก็ตาม ลักษณะและวิถีชีวิตในชนบทก็น่าจะมีสิทธิในสภาบ้าง

เหตุผลที่กล่าวมาแล้วนำไปสู่การจัดตั้งสภาที่สอง อันประกอบไปด้วยสมาชิกที่มาจาก สมาชิกสภาเทศบาล และที่ปรึกษาทั่วไปในส่วนท้องถิ่น  สภาที่สองนี้จะช่วยสภาผู้แทนราษฎรในการปฏิบัติหน้าที่ โดยการเสนอแก้ไขและพิจารณาร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร หรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายปกครองซึ่งสภาผู้แทนอันเป็นสภาการเมืองมักมีแนวโน้มที่จะไม่ให้ความสนใจอย่างเพียงพอ  นอกจากนั้น  ในสภาที่สองนี้ยังจะมีสมาชิกซึ่งได้รับเลือกมาเป็นตัวแทนองค์กรทางเศรษฐกิจ ทางครอบครัว และทางปราชญ์ บัณฑิต อันเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในชาติ ให้มาเป็นตัวแทนของแต่ละสาขาในสภาที่สองอีกด้วย

อำนาจบริหารจะไม่มาจากสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ  หาไม่แล้วก็จะเป็นอำนาจในการรวมการปกครองไป  ถ้าอำนาจบริหารมาจากอำนาจนิติบัญญัติ  รัฐบาลก็จะเป็นเพียงที่ชุมนุมของตัวแทนต่างๆ  แต่อย่างไรก็ดี  ในขณะที่ประเทศชาติกำลังอยู่ในสภาวะเช่นนี้

สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเลือกหัวหน้ารัฐบาลชั่วคราว   ทั้งนี้เพราะไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ แต่วิธีดังกล่าวจะใช้ได้ในคราวนี้เท่านั้น  เนื่องจากเอกภาพ ระเบียบ วินัย และความสามัคคี ของรัฐบาลแห่งประเทศฝรั่งเศส เป็นสิ่งที่ต้องสงวนไว้ เพื่อความอยู่รอดของชาติ มิฉะนั้นแล้วการบริหารประเทศก็ไร้สมรรถภาพ

ทำอย่างไรจะรักษาเอกภาพ สามัคคีภาพ และวินัยไว้ได้ ในระยะยาว  ถ้าอำนาจบริหาร ซึ่งจะต้องถ่วงดุลยภาพกับอำนาจอื่นๆ มาจากอำนาจอื่นๆ ( นิติบัญญัติ ) ถ้ารัฐมนตรีแต่ละคนซึ่งมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อสภา เป็นเพียงผู้ได้รับมอบอำนาจมาจากพรรคการเมือง

ด้วยเหตุนี้ อำนาจบริหารจึงต้องมาจากประธานาธิบดีซึ่งได้รับเลือกมาจากรัฐสภาและองค์กรอื่นๆ ให้มีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะเป็นทั้งประธานาธิบดีของสาธารณะรัฐฝรั่งเศสเอง  และ กลุ่มประเทศที่รวมกัน อยู่ในสหพันธ์ฝรั่งเศส 

ประธานาธิบดีนี้ต้องอยู่เหนือพรรคการเมือง  ประธานาธิบดีมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ ในการเลือกตั้งบุคคลเข้ามาบริหารประเทศ โดยพิจารณาจากความเห็นของสภา ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ///

ทั้งหมดนี้เป็นคำปราศรัยของชาร์ล เดอ โกล ซึ่งถ้าเราอ่านให้ดีและวิเคราะห์คำพูดเขาจะเห็นหลักการทางการปกครองที่เขาวางไว้ชัดเจนมาก เช่น การให้มีสภา สองสภา และให้มีสภาท้องถิ่น ส่วนประธานาธิบดี ให้อยู่เหนือพรรคการเมือง ซึ่งก็คือระบอบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งสภา นอกจากนี้ เดอโกล ยังไม่ต้องการให้ ฝ่ายบริหารมาจากสภา ซึ่งนั่นคือระบอบรัฐสภา เพราะ เดอโกล มองว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง และมองว่ารัฐบาลรูปแบบนี้จะเป็นเพียงที่ชุมนุมของตัวแทนต่างๆเท่านั้น เป็นคำปราศรัยที่มีคุณค่ามากที่นักรัฐศาสตร์และผู้สนใจการปกครองควรให้ความสนใจ



ชาร์ล เดอ โกล


  • ตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1789 จนถึง ค.ศ. 1953 ฝรั่งเศส มีการปกครองกลับไปกลับมาทั้งแบบกษัตริย์ แบบจักรวรรดิ์ แบบสาธารณะรัฐ กล่าวคือ


หลังปฏิวัติแล้ว ได้กลับไปสู่ระบบอบราชาธิปไตย  Absolute  Monarchy  2 ครั้ง

สถาปนาระบอบจักรวรรดิ์ Empires  2 ครั้ง

เกิดระบอบต่างด้าว วีซี  Vichy Regime  1 ครั้ง ( จะนำมาเสนอต่อไป )

สถาปนาระบอบสาธารณะรัฐ Republics 4 ครั้ง ( ปัจจุบันเป็น ยุคสาธารณะรัฐที่ 5 )

  • สาธารณะรัฐที่ 1 ค.ศ. 1792 -1795
  • สาธารณะรัฐที่ 2 ค.ศ. 1848 -1851
  • สาธารณะรัฐที่ 3 ค.ศ. 1870 - 1940
  • สาธารณะรัฐที่ 4 ค.ศ. 1946 - 1958
  • สาธารณะรัฐที่ 5 ค.ศ. 1958 - ปัจจุบัน



ชาร์ล เดอ โกล ในวัยชรา

  • จักรวรรดื์ สมัย นโปเลียน โบนาปาร์ต หรือเรียกระบบนี้ว่า ระบบโบนาปาร์ต หรือ ปมโบนาปาร์ต ปกครองแบบเผด็จการกงสุล ( จะนำเสนอในโอกาสต่อไป )


  •  จักรวรรดิ์ที่ 1 คือ ปี ค.ศ. 1799 - 1814 คาบเกียวสมัยสาธารณะรัฐที่ 1 แล้วจักรวรรดิ์ก็สิ้นสุดเพราะแพ้สงคราม


  • จักรวรรดิ์ที่ 2 เริ่มเมื่อ ค.ศ.1851 -1870 ต่อจาก สาธารณะรัฐ ที่ 2 โดยนโปเลียนที่ 3 และสิ้นสุดเพราะแพ้

สงครามเช่นกัน


จักรพรรดิ์ นโปเลียน โบนาปาร์ต

  • ก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ฝรั่งเศส ปกครองแบบราชาธิปไตยเต็มรูปแบบ และมาสิ้นสุดเมื่อคราวปฏิวัติ 1789


  • และกลับมามีระบอบกษัตริย์อีกครั้ง เมื่อ ค.ศ. 1789 -1791 ช่วงสั้นๆ ภายหลังเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ


  • และราชวงศ์บรูบ็อง กลับมาอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1814 -1830 อยู่ในสมัยสาธารณะรัฐที่ 1 ที่ต่อสู้กันกลับเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา

และมาสิ้นสุด โดยการปฏิวัติ

  • และมีราชวงศ์ออเลออง เป็นราชาธิปไตยอีกครั้ง เมื่อ กรกฎาคม 1830 -1848 ก็ยังอยู่ในช่วง สมัยสาธารณะที่ 1 คาบเกี่ยวมาถึงที่ 2 ก็สิ้นสุดลงอย่างราบคาบ ด้วยการปฏิวัติ


  • ส่วนระบบ วีซี เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1940 -1944 ต่อจากสาธารณรัฐที่ 3 คาบเกี่ยวมาที่ 4




กังวาล ทองเนตร  รัฐศาสตร์ เอกการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง