กังวาล ทองเนตร

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา Pohthaiblogspot.com

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564

กระดานทิกเกอร์ไม่ได้มีแต่หุ้นสามัญอย่างเดียว

 


ที่เห็นบนกระดานหุ้นตามรูปที่ผมนำมาให้ดูนี่ มันคืออนุพันธุ์ทั้งสิ้น บอกแล้วว่าอนุพันธุ์ จะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ แยกย่อย ซอยถี่ออกมายิบย่อยหลายชนิด

ในรูปนี้เป็นกลุ่ม DW  ที่อ้างอิงดัชนี้ตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้น หั่งเส็ง ตลาด ดาวโจนส์ S&P เวียตนาม และแนสแด็ก เป็นต้น 

  • DW ก็เหมือนอนุพันธุ์ตัวอื่นๆที่ไม่มีมูลค่าโดยตัวมันเอง มันจะมีราคาตามตัวผลิตภัณฑ์ที่มันเกาะอยู่ แต่มันจะอ้างอิงดัชนีปริมาณการซื้อขายเท่านั้น ไม่สนมูลค่าการตลาด
  • กลุ่มDW  ผู้ออกผลิตภัณฑ์นี้คือ โบรกเกอร์ คุณว่าโบรกเกอร์มันคือใคร มันคือพอร์ทลงทุนแข่งกับเราพอร์ทหนึ่งในตลาด ดังนั้นก่อนมันจะออก ผลิตภัณฑ์ใด มันทำวิจัย ทิศทางมาเป็นอย่างดีแล้วว่ามันไม่แพ้เราแน่ มันจึงออกมาขายให้เรา
  • ส่วนกลุ่ม TFEX จะออกโดยตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอนุพันธุ์แต่ละกลุ่มจะมีความเสี่ยงสูงมาก เช่นเดียวกับโอกาสก็สูงมากเช่นกัน 50/50 ถูกก็เปลี่ยนเป็น 100 พลาดก็กลายเป็น 0 เป็น 0 จริงๆผมยืนยัน จะไม่เหมือนหุ้น อย่างน้อยก็เหลือใบหุ้นติดมือไว้ แต่อนุพันธุ์พลาดคือหมดตัวเลย

แต่ละกลุ่มแต่ละชนิดนอกจากเงื่อนไขไม่เหมือนกันแล้ว การเทรดก็ไม่เหมือนกัน แต่เชื่อสิ ทั้งหมดนี้ ขึ้นกระดานทิกเกอร์กองรวมที่เดียวกัน คลิกซื้อมั่วๆสั่วๆฉิบหายได้


ดัชนีของตลาดหุ้นบอกอะไรได้บ้าง

  


  • SET INDEX มันคือเป้าเล็งในการที่เราจะตัดสินใจเทรดแต่ละครั้งเท่านั้น ไม่ใช่สาระหลัก แต่เราต้อง นำมันมาพิจารณาร่วมด้วย ก่อนการออกคำสั่ง แม้ไม่ใช่สารหลัก แต่มันคือจุดอ้างอิง มันบอกแนวโน้มได้ เพียงแต่ ข้อมูลเราต้องดีมากพอ เพราะการเล็งเป้าที่ set index เพียงอย่างเดียวจะโดนขาใหญ่แหกตาได้


  • บางทีทิศทางตลาดกำลังเป็นขาขึ้น แต่ถูกขาให้สร้างมายาภาพให้น่ากลัว เทหุ้นออกมา เพื่อบีบรายย่อย มอบตัวคืนของให้มัน
  • บางทีเป็นเทรนด์ขาลง ก็รายใหญ่อีกเช่นกัน กระชากตลาดขึ้น จนเม่าเชื่อแล้ววิ่งตาม


ทำไมขาใหญ่จึงกำหนดทิศทางตลาดได้ขนาดนั้น

ก็เพราะทุนในมือที่เขามีมหาศาล เทใส่หุ้นกลุ่มไหนกลุ่มนั้นก็ขึ้น ทิ้งกลุ่มไหนกลุ่มนั้นก็ร่วง และมันจึงส่งผลต่อ ดัชนีของตลาด ที่จะบวก หรือ ลบ โดยตรง

ผมจึงพูดอยู่เสมอว่า ในตลาดหุ้นมันมีมากกว่าหุ้น ในกระดาน ticker มันคือภาพมายา ใน bid -offer มันล้วนหลอกทั้งสิ้น

นี่ไม่ต้องพูดถึงพวกเทรดหุ้นโดยใช้กราฟ สัญญาณเทคนิค บ้าบอ หลอกคนยังหลอกได้ กะอีแค่หลอกกราฟมันจะยากอะไร ใครดูกราฟ นับเวฟ จ้องวอลุ่ม มึงเจ๊งทุกราย ก็เพราะขาใหญ่มันรู้ว่า แมงเม่าหลายล้านคน นั่งเฝ้า นั่งจ้องตรงนี้ทั้งนั้น

มันจะเอาหุ้น จะเอาเงินจากเม่า มันก็ทำให้เม่าเห็น ให้เข้าเบ้าตาแมงเม่าเต็มๆ และก็ได้ผลทุกครั้ง

ถ้าเราเข้าใจปรัชญาการลงทุน เข้าใจว่าหุ้นคืออะไร ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง มีเงื่อนไขการเทรดอย่างไร กลไกตลาดมีอะไรบ้าง ข้อกำหนดต่างๆ มาตรการควบคุมการซื้อขาย เครื่องหมายหรือป้ายสัญญาณเตือนต่างๆที่ กลต.ยกชูขึ้นมาแต่ละป้ายคืออะไร ถ้าเราถอดรหัสสัญญาณนั้นไม่ได้ ก็จอด

ผมพูดเสมอว่าเราซื้อหุ้น ไม่ได้ซื้อตลาด ดังนั้น น้ำหนักการตัดสินใจจึงเอียงข้างไปที่ข้อมูลของหุ้น ไม่ใช่ข้อมูลตลาด แต่ตลาด หรือ ดัชนี มีไว้เล็งและก่อนยิงดูให้ดีว่า เป้าจริงเป้าหลอก

ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ จึงเป็นของจริง เราต้องรวบรวม ดาต้า หรือข้อมูลดิบ มาคัดแยก แบ่งกองแบ่งกลุ่ม ให้เป็น สารสนเทศ ให้ได้ก่อน จากนั้น นำสารสนเทศที่ได้ มาสังเคาะห์ให้เป็นความรู้ แล้วจึงนำความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจ ซื้อ หรือ ขาย

การเทรดหุ้นแต่ละคำสั่ง มิได้ใช้เงินหลักร้อยบาท แต่เป็นเงินหลายหมื่น หลายแสน หลายล้าน หลายสิบล้าน ในการ ซื้อ จึงต้องคิดวิเคราะห์ให้ครบทุกมิติ เสียก่อน อย่าให้ อีโลภ อีหลง ถือธงนำ ไม่เช่นนั้น ตลาดหุ้นก็คือ หลุมฝังศพ


การทำคิวอี QE มีผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร

 


สำหรับนักลงทุน ไม่ว่าตลาดไหน จะตราสารหนี้ ตราสารทุน ก็ต้องให้จับตาการประชุมของเฟดให้ดี ในวันที่ 21-22 นี้ เพราะประเด็นหลักที่เฟดจะนำเข้าที่ประชุมและกระทบต่อตลาดคือ การลด QE

  •  ก่อนอื่น คุณต้องเข้าใจก่อนว่า QE หรือ Quantitative Easing คืออะไร ผมจะอธิบายเป็นภาษาบ้านๆ ให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การทำ Quantitative Easing ( QE ) ก็คือ การอัดฉีดเม็ดเงิน หรือการเสริมสภาพคล่อง ด้วยการเติมเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การใช้เงินเข้าซื้อพันธบัตร ตราสารหนี้ต่างๆ ที่เป็นสินทรัพย์ เพื่อเสริมสภาพคล่องระบบ หรือแม้กระทั่ง พิมพ์เงิน หรือปั๊มเงินขึ้นมาเพิ่ม เพื่อการเดียวกันคือ อัดฉีดเข้าไปในระบบ รักษาสภาพคล่องระบบ ให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

ดังนั้นจะเห็นว่าการทำ QE ไม่ได้ทำในภาวะที่เศรษฐกิจดี แต่จะทำในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อเราเข้าใจเป็นเบื้องต้นดังนี้ เราก็จะพิจารณาได้ว่า การทำ QE  กับการยกเลิก QE จะมีผลกระทบต่อ ตัวเลขทางเศรษฐกิจใดบ้าง

  • เมื่อเราพิจารณา ตั้งแต่ไบเดนเข้ามาเป็นรัฐบาล แนวโน้มเศรษฐกิจอเมริกามีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นกว่าสมัย ทรัมป์มาก

และการทำ QE รัฐบาลต้องแบกรับภาระทางการเงินสูงมาก 

  •  จึงมีระยะเวลากำหนด เป็นครั้งคราวไปเท่านั้น เมื่อรัฐบาลมองเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเองและเดินด้วยลำแข้งตัวเองได้ รัฐบาลก็จะยกเลิกมาตรการนี้เสีย
  • แนวโน้มที่เฟดจะลดการทำคิวอีลง ก็มีโอกาสเกิดขึ้นสูง ใช้คำว่า ลด ไม่ได้ใช้คำว่าเลิก คือยังคงประคองๆกันไปก่อนสักระยะรอดูอาการ
  • เมื่อแนวโน้มการลด คิวอีลง ก็หมายความว่า เงินที่เคยถูกนำไปซื้อพันธบัตรไว้จะถูกขายหรือไถ่ถอนออกมา ตลาดพันธบัตรซึ่งเป็นตลาดตราสารหนี้ มีความเสี่ยงต่ำ กว่าตลาดหุ้น ซึ่งเป็นตลาดทุน นักลงทุนที่เคยใส่ทุนไว้ในตลาดตราสารหนี้ ก็จะได้ผลตอบแทนต่ำตามไปด้วย เมื่อ มีการถอนทุนออกไป

กรณีนี้ นักลงทุนจึงจะโยกทุน ออกจากตลาดตราสารหนี้ ไปใส่ตราสารทุนแทน เพื่อให้ตนเองมีระดับผลตอบแทนในระดับเดิมเป็นอย่างน้อยหรือสูงกว่า

  • ส่วนตลาดทอง ราคาทองก็จะร่วงลงทันที ถ้าเราถือทอง ก็ต้องวัดใจว่า เฟดจะเอาไง เพราะถ้าเฟดลดคิวอี ทองร่วงกองพื้น เราอาจขายออกไม่ทัน ส่งผลพอร์ทลงทุนเราเสียหายได้ แต่ถ้าขายออกก่อน แต่ตัวเรายังติดดอยอยู่ ก็ยอมขาดทุน คุณก็ตัดสินใจเองว่าจะเอาอย่างไร
  • ส่วนตลาดหุ้น ซึ่งยืนตรงข้ามกับทอง และตราสารหนี้ทั้งหลาย เมื่อพันธบัตร กองทุนต่างๆให้ผลตอบแทนต่ำ ทุนจะถูกโยกออกมาเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกแทน ตลาดหุ้นจะคึกคักขึ้นทันที รับ คิว 4

สรุปคือ เฟดออกทางไหนมีคนได้คนเสียแน่นอน เราจะตัดสินใจยืนตรงจุดไหนก็ชั่งน้ำหนักใจตัวเองดู สำหรับผม เก็บหุ้น ดักไซแห้งรอพายุเข้า

ลัทธิคลั่ง




พวกที่เป็น Constitutionalism ก็จะเหมือนพวกคลั่งคัมภีร์ทางศาสนานั่นล่ะ 

  • พวกนี้มิได้ศึกษาคัมภีร์เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง หรือค้นหาความจริงในนั้น และนำมาย่อยมาแยกแยะ ถอดออกมาเป็นส่วนๆ เพื่อหาแก่นแท้ และคัดเอาแต่ของดีมาสอนกัน แต่คนพวกนี้จะกอดคัมภีร์แน่น เหมือนติดยาเสพติด ทำให้คนเห็นว่ากูเชี่ยวชาญคัมภีร์ กูรู้ กูจดจำได้ทุกอักษร จากนั้นก็ใช้คัมภีร์มาเป็นฐาน ยกตัวเองให้สูงกว่าคนอื่น ใช้คัมภีร์เป็นข้ออ้างในการกดขี่คนอื่น ใช้คัมภีร์เป็นบรรทัดฐานความดี ของตน

  • ใช้คัมภีร์สร้างฐานอำนาจ ใช้คัมภีร์ระดมคน ใช้คัมภีร์เป็นอาชีพ ใช้คัมภีร์เป็นขุมทรัพย์เป็นนากิน
ถ้าใครมาแตะต้อง คือผิดคือเลว คือไม่ถูก คือนอกรีต คือไม่ดี ตามมาด้วยการลงโทษคนนั้น เพียงเพราะเขามีสิทธิค้นหาความจริง มีสิทธิที่จะปรับแก้สิ่งล้าหลังหลายพันปีให้ทันสมัยขึ้น แต่กลายเป็นคนเลว คนบาปของศาสนา ของการปกครอง จากการชี้นิ้วของไอ้คนกอดคัมภีร์ สุดท้ายต่างฝ่ายต่างยึดติดคัมภีร์ศาสนา ยึดคัมภีร์การเมืองสำนักตนเอง ว่าของกูดีกว่า ของมึงควรฉีกทิ้ง เผาไฟ ห่อไข่ เช็ดก้น ยั่วยุกันไปมา
สุดท้ายนำไปสู่สงคราม ฆ่าล้างกัน
  • ดังนั้นพวกบ้าศาสนา จะเป็นคนเดียวกันกับพวกบ้าคัมภีร์ ติดยึดคัมภีร์
เช่นเดียวกัน พวกบ้าการเมืองหรือคลั่งการเมือง ก็คือคนเดียวกันกับพวกติดยึดคัมภีร์การเมือง แข่งกันร่างแข่งกันเผาแข่งกันชี้หน้า
สุดท้ายท้ายสุด
  • ทั้งบ้าศาสนา และบ้าการเมือง มันคือพวกที่ทำให้โลกไม่สงบสุข คือพวกก่อสงครามจุดไฟสงครามใส่โลกทุกหัวระแหง
ทั้งหมดของพวกคลั่งนี้มีเป้าหมายเดียวกันคือ ผลประโยชน์ อำนาจ และ เงิน


ทั้งคัมภีร์การเมืองคัมภีร์ศาสนา คัมภีร์เศรษฐกิจ มีแก่นแท้อยู่ที่เดียวกันคือ ทำไมต้องมีคัมภีร์

  • ก็เพื่อให้เป็นแบบแผน นั่นคือเป้าหมายหลัก คือต้องการให้เป็นแบบแผนปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางที่ดีงาม ทางเจริญ
  • ดังนั้นข้อความตัวอักษร เป็นเพียงสิ่งที่ผู้สร้างคัมภีร์หรือทฤษฎี พยายามจะออกแบบให้คนเข้าใจได้ ประพฤติได้ เป็นไปได้ ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะไปตามทางนั้นได้
  • อักษรในทุกคัมภีร์จึงเกิดมาจากแนวคิด มันจึงสามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยน ถกเถียง กันได้เสมอถ้าเห็นว่าไม่เข้ากับยุคสมัย
แต่กรอบความคิดคือ อยากให้คนเป็นคนดี อยู่ร่วมกันโดยสงบสุข ต้องรักษาไว้ เพราะมันคือกรอบหลัก ส่วนเนื้อใน อยู่อย่างไร อยู่ที่ไหน แก้ไขดัดแปลงได้ ตามสภาพสังคมขณะนั้นๆ
  • อย่าเป็นแค่บัณฑิตที่รู้แต่ทฤษฎี อ่านแค่หนังสือออก แต่ไม่สามารถถอดแยก ขี่ทฤษฎี สร้างทฤฎีใหม่ได้ ก็เป็นแค่บัณฑิตผู้รู้หนังสือ ไม่สามารถเป็นปราชญ์ได้






การเงินการคลังต่างกันอย่างไร




การเงิน กับการคลัง มันเป็นคนละอย่างกัน
  •  ในฐานะที่จบรัฐศาสตร์สายปกครองมา เราจะได้เรียน นโยบายสาธารณะ การจัดทำนโยบายสาธารณะต่างๆมาจนแน่นหัว อธิบายนิดเดียวให้เห็นความต่าง
นโยบายการคลัง 
กรอบมันอยู่ที่ การรับผิดชอบ ในการหารายได้เข้ารัฐเพื่อใช้จ่ายในการบริหารประเทศ การจัดทำงบประมาณต่างๆ เอาแค่นี้พอ
ส่วนนโยบายการเงิน จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของธนาคารกลาง ของประเทศนั้นๆ ของไทยก็ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเรียกติดปากว่าแบงค์ชาติ

นโยบายการเงิน 
ก็จะตีกรอบว่าด้วยเรื่องการเงินล้วน เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา การดูแลรักษาสภาพเงินเฟ้อ เงินฝืด คืออะไรที่เกี่ยวกับเงิน กับกระแสเงิน ที่เงินมันหมุนเวียนในระบบ และมีปัญหาติดขัด สะดุด เป็นนโยบายการเงิน ซึ่งบริหารนโยบายนี้โดยแบงค์ชาติ
  • สรุปง่ายๆคือ การคลังมีหน้าที่หาเงินมากองไว้ ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม เช่นเก็บภาษี กู้ ยืม เงินบริจาค การลงทุน เป็นต้น แล้วได้เงินมากองไว้ ให้เป็นรายได้และรายจ่ายให้รัฐบาล
จากนั้นการไหลของเงิน วิธีการใช้เงิน การควบคุมทิศทางเงินออกเงินเข้า อันนี้แบงค์ชาติดูแล เป็นนโยบายการเงิน แต่มันต้องสอดคล้องไปทิศทางเดียวกันนะครับ
อันนี้ความคิดเห็นผมเอง ผมพบว่าพักหลังมานี่ การเงินกับการคลังไม่ไปทางเดียวกัน ไม่สอดคล้องกัน ผลก็อย่างที่เห็นนี่แหละ

กังวาล ทองเตร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


ลัทธิรัฐธรรมนูญ




ต้นแบบประชาธิปไตยทั้ง3รูปแบบ เขามีรัฐธรรมนูญอย่างไร จะย่อยให้ฟังพอสังเขป


1.อังกฤษ ต้นแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไม่มีรัฐธรรมนูญแม้ฉบับเดียว มีแค่เอกสารข้อตกลงสมัยพระเจ้าจอห์น คือแมกนาคาร์ตา และอังกฤษ เป็นต้นแบบ ของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือระบบจารีต หรือระบบ common law ทั้งหมด

2.อเมริกา ต้นแบบประชาธิปไตย รูปแบบประธานาธิบดี แบ่งแยกอำนาจ
มีรัฐธรรมนูญที่สั้นที่สุดในโลก คือมีแค่ 7 มาตรา 4,440 คำเท่านั้น ไม่เคยฉีกทิ้งตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ มีแค่การแก้ไข บางมาตราที่ล้าหลังไม่เข้ายุคสมัยเท่านั้น

3.ฝรั่งเศส แม่แบบประชาธิปไตยรูปแบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา
เริ่มจากการปฏิวัติฝรั่งเศส รัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกเขียนขึ้นตามหลักกฎหมาย civil law แต่เพราะการเมืองการปกครองหลังปฏิวัติยังไม่นิ่ง คือเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองสลับกันไปมาอีกหลายรอบ ทั้งฟื้นฟูระบบกษัตริย์ ระบบจักรวรรดิ์ ระบบสาธารณรัฐ
  • แม้แต่ระบบสาธารณรัฐเองก็มีหลายยุค มีสาธารณรัฐที่1ถึงที่5
แต่ละยุคสมัยการปกครอง ก็จะมีรัฐธรรมนูญของตนเอง
ฉบับปัจจุบันใช้มาแต่ยุคสาธารณรัฐ สมัย ชาร์ล เดอ โกล เป็นประธานาธิบดี มีทั้งสิ้น 17หมวด 89มาตรา แก้ไขมาแล้ว 24ครั้ง แต่ไม่เคยฉีกทิ้งอีกเลย
เนื้อในก็เป็นการวางโครงสร้าง รูปแบบรัฐแบบกว้างๆ ที่มาของรัฐบาล ที่มาของประธานาธิบดี การเข้า-ออก อำนาจ วาระการดำรงตำแหน่ง
ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ
จะไม่มีรายละเอียดหยุมหยิม
เพราะเขาจะวางไว้ในกฎหมายเฉพาะตัวอื่น
  • นี่คือประเทศแม่แบบประชาธิปไตย ของโลก ยุคปัจจุบัน ทั้งหมด3รูปแบบ
หรือใครจะย้อนไปยุคคลาสสิคนีโอ แบบนครรัฐ เอเธนส์ กรีกโบราณ จุดเริ่มต้นการก่อเกิดประชาธิปไตย ก็เอา แค่ต้องมีหลักยึด มีที่อ้างอิง มีการศึกษาข้อมูลให้ดี ไม่งั้นมันจะเป็นต้นแบบประชาธิปไตยแบบ ที่4 คือแบบ จับฉ่าย จับไรได้ ชอบกินไรก็โยนแม่งลงหม้อไป








เปรียบเทียบที่มาวุฒิสภาของประเทศต้นแบบประชาธิปไตย



  •  ในประเทศที่เป็นแม่แบบหรือต้นแบบประชาธิปไตย วุฒิสภาของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร ผมจะให้ข้อมูล พอสังขป เพื่อให้เปรียบเทียบ เริ่มจาก
1.อังกฤษ จะมีสภาสูงที่ไม่เรียกว่าวุฒิสภาแต่เรียกว่าสภาขุนนาง House of Lord มีสมาชิกจำนวน 1200 คน 
มาจากการสืบเชื้อสายและเป็นสมาชิกสภาติดต่อกันจนกว่าจะตาย และให้ทายาทสืบต่อได้อีก แต่หากประสงค์จะลงเล่นการเมืองก็ให้สละ ตำแหน่งนี้ทิ้งไป หมายถึงถ้าสละแล้วการสืบเชื้อสายจะหมดสิทธิทันที ดังนั้นพวกที่มาจากสืบเชื้อสายจึงไม่มายุ่งเกี่ยวการเมืองเพื่อรักษาสถานภาพฐานันดรขุนนางของตนเองไว้
สมาชิกอีกส่วนมาจากตัวแทนปรระเทศในเครือต่างๆทั้งเวลล์ สก๊อต (ไปหาอ่านที่มาได้ผมเขียนไว้หลายเว็บหลายที่ )
แต่โดยหลักการแล้วสภาขุนนางนี้จะไม่ทำงานหรือแทบจะไม่มีการเปิดประชุม ออกความเห็นทางการเมืองใดๆเลย จนได้รับฉายาว่าเป็นสภาที่มีสภาชิกมากที่สุดและขี้เกียจที่สุด
2. อเมริกา จะมีวุฒิสภา เรียกชื่อว่า สภาซีเนท Senate เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่ระบุให้วุฒิสภา เป็นตัวแทนแห่งรัฐ โดยมีตัวเลขสมาชิกสภาตายตัว คือรัฐละ 2 คน ไม่อิงกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง อเมริกามี 50 รัฐ วุฒิสภาเป็นตัวแทนแต่ละรัฐจึงมีรวม 100 คน มีอำนาจอนุมัติสนธิสัญญา และให้ความเห็นกรณีที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งเจ้าหน้า บุคคลต่างๆและกลั่นกรองกฎหมาย

3.ฝรั่งเศส วุฒิสภาฝรั่งเศสมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากตัวแทนสภาท้องถิ่น ตัวแทนหน่วยงานทางปกครองท้องถิ่น คือถ้า อธิบายแบบไทยๆก็คือ ตัวแทนสภา อบต.อบจ.เทศบาล รวมถึงตัวแทนข้าราชการและบุคลากรท้องถิ่น ทั้งหมด 150,000คนเป็นคนเลือกวุฒิสภา
  • ผมมองว่านี่เป็นความฉลาดของคนออกกฎ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส เพราะเขาให้ท้องถิ่นเป็นนายวุฒิสภา แน่นอนว่าเวลามีกฎหมายที่กระทบท้องถิ่น วุฒิสภาพวกนี้จะโดดเข้ามาปกป้อง หรือกรณีที่ท้องถิ่นได้ประโยชน์ วุฒิสภาเหล่านี้ก็จะรีบฉวยประโยชน์ให้ท้องถิ่นเช่นกัน
คือเป็นการบริหารการเมืองที่ลงตัวและน่าทึ่งที่สุดตามทัศนะผม คือ มีวุฒิสภาก็ได้ แต่มาจากท้องถิ่นเลือกนะ เพื่อจะให้วุฒิสภาทำงานสนองตอบต่อท้องถิ่นที่เลือกตัวเองมาเป็นวุฒิสภา

นี่คือต้นแบบประชาธิไตยทั้ง 3 รูปแบบว่ามีวุฒิสภากันอย่างไร

  • ส่วนที่ไทย เดิมที่เดียวตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1-2 ประเทศไทยใช้ระบบสภาเดี่ยว คือไม่มีวุฒิสภา จนมารัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 (2489 ) หรือว่ากันว่าเป็นฉบับปรีดี เกิดสภาที่สองขึ้นมา เรียกชื่อว่า พฤฒสภา (ผมมิได้พิมพ์ผิดนะ ) อ่านว่า พึด-สะ-พาพฤฒสภานี้มาจาก 2 ทางคือการเลือกตั้งทางอ้อม และแบบลับ หมายถึงให้ส.ส.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดนึง ชื่อว่าองค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ให้คณะนี้เลือกผู้ที่จะเข้ามเป็นสมาชิก พฤฒสภา
ต่อมาเกิดรัฐประหาร โดยจอมพลผินและประกาศใช้รัฐธรรมนูฐฉบับ ที่ 4หรือฉบับ 2490 ฉายาใต้ตุ่ม มีการเปลี่ยนชื่อจาก พฤฒสภา มาเป็นวุฒิสภาจนวันนี้ และใช้ระบบ 2 สภาเรื่อยมา

กังวาล ทองเตร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง






หุ้นคือมายาภาพ

 





  • ผมจะชี้ขุมทรัพย์ ให้สำหรับนักลงทุนทั้งมือเก่า แต่ไปไม่ถึงไหน และมือใหม่ที่หัวยังกลวงๆ แต่ฝันเห็นแต่เงินล้าน ให้ได้นำไปใช้ประโยชน์

ในภาพนี้คือกาแฟ กาแฟชัดๆ ไม่ว่าจะยกแก้วนี้ไปถามใคร มันก็จะตอบว่ากาแฟ ซึ่งไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูก

เพราะคนเราจะตอบตามประสบการณ์ ตามตาเห็น ตามองค์ความรู้ที่ตนเองมีอยู่ ซึ่งกาแฟแก้วนี้ ก็เหมือนกับ กระดานทิกเกอร์ ที่ใครมอง ถามใคร มันก็ตอบว่า กระดานซื้อขายหุ้น

  • การเทรดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องมองสิ่งที่คุณเห็น แต่ไม่เป็นสิ่งที่คุณเห็นให้ได้ก่อน ความรู้นี้ ผมสอนคนมามากพอสมควร ที่จริงในบทความก่อนหน้านี้ก็เคย

เราต้องใช้ความรู้ระดับอภิปรัชญา หรือ ปรมัตถ์ มามองมาวิเคราะห์ ผนวกกับความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ที่เราประยุกต์มาให้เข้ากัน มาจับ เราจึงจะพบว่า อ๋อ มันไม่ใช่กาแฟ

ตามวิชาอภิปรัชญา สิ่งที่เราเห็นว่ามันคือกาแฟ เขาเรียกว่า ความจริงขั้นสมมุติ 

คือมันมีความจริงอยู่ มีตัวตนอยู่จริง และกองอยู่ตรงหน้าเรานั้น แต่เราไม่รู้ว่า แท้จริง มันคือสิ่งใด เขาจึงเรียกมันว่า ความจริง ขั้นสมมุติ คือ สมมุติ ไว้ก่อนว่ามันคือ กาแฟ หรือ มันคือน้ำ

จากนั้นเราค้นหาคำตอบ นำกาแฟแก้วนี้มาศึกษา มาแยกส่วนออก เราจะพบว่า มันมีน้ำ เป็นตัวหลัก มี กาแฟ มีน้ำตาลทราย มีนมข้น มีนมสด นมจืด นมหวาน ก็แล้วแต่จริต มีครีมเทียม มีน้ำผึ้ง อาจมีน้ำปลา หรือผงชูรสด้วย ใครจะรู้ จริตใครมัน

ดังนั้น กาแฟ 1 แก้ว ที่เราเห็น มันจึงไม่ใช่แค่กาแฟแล้ว แต่มันมีอย่างอื่นอีก

กาแฟที่ตาเราเห็นนี่เองคือ ข้อมูลดิบที่เราได้รับมา เรียกว่า ดาต้า Data 

  • มาเมื่อเราแยกให้เห็นเป็นน้ำตาล เป็นอะไรออกมาได้ เรียกขั้นนี้ว่า สารสนเทศ information และขั้นนี้ ในวิชาอภิปรัชญาเรียกมันว่า ความจริงขั้นสมมุติ จากนั้น นำ น้ำไปแยกย่อยหาโมเลกุล หรือสารประกอบใน อะตอมของมัน จะพบว่า ไอ้ที่เรียกว่าน้ำ มันไม่ใช่น้ำ มันคือ H2O คือไฮโดรเยน 2ส่วน ออกซิเยน 1 ส่วน เมื่อนำ สาร 2ชนิดนี้นำมารวมกัน ในสัดส่วนเท่าเดิม มันจะกลายเป็นของเหลว ที่เราเรียกมันว่าน้ำ (ความจริงขั้นสมมุติ ) แต่เมื่อเราแยกน้ำ ออกมาจนเห็นความจริงว่า มันคือ H2O และนำวิธีการนี้ไปให้คนอื่นทำตาม ก็ได้ผลลัพธ์ตรงกัน ทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ไหนในโลก ก็ตรงกัน 
  • H2O จึงเป็นขั้นความรู้ หรือ Knowledge  หรือ อภิปรัชญา หรือ ความจริงอันประเสริฐ หรือความจริงอันสูงสุด หรือ ปรมัตถ์ นั่นเอง และเราก็ทำแบบนี้ กับ ไอ้ที่เป็นเมล็ดกาแฟ ทำแบบนี้กับไอ้ที่เรียกว่า น้ำตาล นม ผงชูรส ก็ว่าไป ทำให้จนพบความจริง และเป็นความจริงที่สูงสุดแล้ว เราจะได้ ปรมัตถ์ นี่คือการประยุกต์ ความรู้ อภิปรัชญามาเทรดหุ้น มาหาหุ้น



  • จากนั้น ปรับหรือประยุกต์ ความรู้เศรษฐศาสตร์ มาใช้ร่วมกันอีก เราจะพบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ เขาเรียก กาแฟแก้วนี้ว่า 

 " สินค้าร่วม " หมายถึง คนที่กินกาแฟดำ เพียวๆ ก็มี แต่มีน้อย ส่วนคนกินกาแฟ ผสมครีมเทียม ผสมน้ำตาล นมข้น นมสด น้ำปลา น้ำผึ้ง มะนาว ก็มี เราไม่สนมันว่าใครจะกินอย่างไร

เราสนมันเพียงว่า กาแฟ คือ ตัวหลัก อย่างอื่นที่อยู่ในแก้วกาแฟคือสินค้าร่วม ดังนั้น เมื่อประยุกต์มาใช้กับการเทรดหุ้น เราก็ต้องหา สินค้าตัวหลัก หรือ กาแฟนี้ให้เจอก่อน เมื่อคุณเจอกาแฟ คุณจะเจอครีมเทียม น้ำตาลทราย นมสด นมข้น ตามมา เป็นหางว่าว

คุณเห็นกาแฟขึ้นมา คุณซื้อกาแฟไม่ทัน แต่คุณรู้ว่า ในแก้วกาแฟมีอะไรบ้าง แล้วมันราคายังไม่ขึ้น คุณก็ดักซื้อหุ้นกลุ่มนั้น เพราะมันคือสินค้าที่ใช้ร่วมกัน ไม่มีใครจะซื้อครีมเทียม มาเทกินกับข้าว เพียงลำพัง มันต้องใช้ร่วมกับสินค้าอื่น คุณอ่านออกคุณก็ชนะตลอดไป

เห็น น้ำมันขึ้น น้ำมันก็คือกาแฟ แล้วอะไรคือครีมเทียม คือน้ำตาล หาให้เจอ ใช้ ปรมัตถ์ค้นหาความจริง เราจะเจอตัวตนมันจริงๆ ไม่ถูกขาใหญ่หลอก


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

ราชวงศ์ไทยที่ครองราชนานที่สุด



ราชวงศ์ไทยราชวงศ์ใดที่ครองราชย์ได้ยาวนานที่สุด


  • นับแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา
ราชวงศ์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดและไล่ลงไปจากมากสุดหาน้อยสุดดังนี้

  1. ราชวงศ์จักรี เป็นราชวงส์ที่ครองราชยาวนานที่สุด จากปี พ.ศ.2325 นับถึงปัจจุบัน 2563 รวม238 ปี
  2. ราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักสุโขทัย เป็นอันดับ 2 จาก พ.ศ.1792-1981 รวม 189 ปี 
  3. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ 178ปี ปกครอง 2ครั้ง ครั้งแรกปกครอง 18 ปี คือจาก พ.ศ.1913-1931 แล้วถูกโค่นล้มโดยราชวงศ์ อู่ทอง จากนั้นกลับมาชิงอำนาจคืน จากราชวงศ์อู่ทอง และปกครองยาวนานถึง 160 ปี จาก พ.ศ.1952-2112 รวมสองสมัยเป็น 178 ปี
  4. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง 79 ปี จากปี พ.ศ.2231-2310 ปี
  5. ราชวงศ์สุโขทัย ปกครอง 61 ปี จากปี พ.ศ.2112-2172 มีกษัตริย์ 7 พระองค์
  6. ราชวศ์ปราสาททอง ปกครอง 58 ปี จาก พ.ศ.2172-2231 มีกษัตริย์ 4 พระองค์
  7. ราชวงศ์อู่ทอง ปกครอง สองครั้ง ครั้งแรก 20ปี จาก พ.ศ.1893-1913มีกษัตริย์ 2 พระองค์ และสมัยที่สอง ปกครอง 21 ปี จากปี พ.ศ.1931-1952 สิริรวม 41 ปี
  8. สมัยกรุงธนบุรี (ไม่มีชื่อราชวงศ์) ปกครอง 15ปี จาก พ.ศ.2310-2325 สิ้นสุดราชวงศ์
ราชวงศ์ที่มีกษัตริย์จำนวนมากที่สุดตามลำดับมากไปน้อยได้แก่

  1. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ทั้งสิ้น 13พระองค์
  2. ราชวงศ์จักรี มีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น นับถึงปัจจุบัน (2563 ) 10พระองค์
  3. ราชวงศ์พระร่วง มีทั้งสิ้น 9 พระองค์
  4. ราชวงศ์สุโขทัยมีทั้งสิ้น 7 พระองค์
  5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีทั้งสิ้น 6 พระองค์
  6. ราชวงศ์ปราสาททองมีทั้งสิ้น 4 พระองค์
  7. ราชวงศ์อู่ทอง มีทั้งสิ้น 3 พระองค์
  8. สมัยกรุงธนบุรี มี 1 พระองค์
ส่วนราชวงศ์ที่ปกครองสั้นที่สุด คือสมัยธนบุรี (ไม่มีชื่อราชวงศ์ )โดยพระเจ้าตากสินมหาราช ปกครองจาก 2310-2325 รวม 15 ปี

กังวาล ทองเนตร ภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง





วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ที่มาของรัฐธรรมนูญไทย 20ฉบับ





นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร ตราบจนปัจจุบัน กันยายน พ.ศ.2563 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 20 ฉบับ โดยผมได้จำแนกแยกย่อยที่มาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ออกให้เห็นทั้งหมด ดังนี้


มาจาก ส.ส.ร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 6ฉบับดังนี้



1. แม้จะยังไม่เรียกว่า ส.ส.ร คือใช้คำว่า กรรมการยกร่าง มี9คนก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่2ใช้แทนฉบับที่1ของคณะราษฎร

2. ส.ส.ร.ชุดที่2
ซึ่งครั้งนี้เรียกชื่อว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก จำนวน40คน มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่5เพื่อใช้แทนฉบับที่4 (2490,ใต้ตุ่ม)

3. ส.ส.ร.ชุดที่3
 จำนวน240คนมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่8เพื่อใช้แทนฉบับที่7(2502)ที่มาจากยึดอำนาจโดยสฤษดิ์

4.ส.ส.ร.ชุดที่4
จำนวน99คนมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่16(2540)

5. ส.ส.ร.ชุดที่5
แต่งตั้งโดย คมช.จำนวน100คนมาร่างฉบับที่18

6. ส.ส.ร.ชุดที่6
แต่งตั้งโดย คสช.มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่20 (ฉบับปัจจุบัน)



รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มี 6 ฉบับ

  • ฉบับที่ 2ชื่อรัฐธรรมนูญคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
  • ฉบับที่ 5 รัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
  • ฉบับที่ 8 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
  • ฉบับที่ 16 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
  • ฉบับที่ 18 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
  • ฉบับที่ 20รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560


มาจากวิธีการอื่นๆ 4 ฉบับดังนี้

  • มาจาก ส.ส.หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 เสนอร่างแล้วให้สภา อนุมัติ 1 ฉบับคือ ฉบับ ที่ 3
ชื่อรัฐธรรมนูญคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (สมัยนี้ ผู้แทนราษฎรมี 2 ประเภท )

  • มาจากสมัชชาแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการยกร่าง 24 คน ยกร่างแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีและสภาอนุมัติ 1 ฉบับคือ ฉบับคือฉบับที่ 10 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517

  • มาจาก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ตั้งกรรมการยกร่างและอนุมัติ 2ฉบับคือ
ฉบับที่ 13 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 และ
ฉบับที่ 15 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534



มาจากคณะยึดอำนาจและคณะรัฐประหารโดยตรง และคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 10 ฉบับดังนี้
  • ฉบับที่ 1พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาจากคณะราษฎร
  • ฉบับที่ 4 (ใต้ตุ่ม )รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พุทธศักราช 2490มาจากคณะรัฐประหารนำโดย จอมพล ผิน ชุณหวัณ (บิดาพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ )
  • ฉบับที่ 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 มาจากจอมพล ป.(นายกฯ ) เสนอให้สภาอนุมัติ
  • ฉบับที่ 7 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 มาจากคณะยึดอำนาจที่ใช้ชื่อว่า คณะปฏิวัติ นำโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
  • ฉบับที่ 9 ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 มาจาก คณะปฏิวัติโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร
  • ฉบับที่ 11 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 มาจากคณะปฏิวัติ นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ประกาศใช้
  • ฉบับที่ 12รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 มาจากการยึดอำนาจซ้ำ นำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่
  • ฉบับที่ 14 ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์
  • ฉบับที่ 17 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พุทธศักราช 2549 มาจากคณะปฏิรูปการปกครอง (คมช.) นำโดย พล.อ สนธิ บุญยรัตกลิน
  • ฉบับที่ 19รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา
รวมทั้งสิ้น 20 ฉบับ

เรากำลังจะเดินไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.ชุดที่7 เพื่อจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่21เพื่อจะได้ฉีกทิ้งเพื่อที่จะได้ตั้ง ส.ส.ร ชุดที่8+++++ไปอีกจนเมื่อไหร่
นี่คือ ลัทธิรัฐธรรมนูญConstitutionalism.แข่งกันร่างแข่งกันฉีกอยู่ร่ำไปอย่างนั้นหรือ ???


กังวาล ทองเนตร ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง







วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ข้อมูลการทำรัฐประหารในไทย





         ข้อมูลการยึดอำนาจ (รัฐประหาร )ในไทย ทั้งสำเร็จ และไม่สำเร็จ มีดังต่อไปนี้


ที่ยึดอำนาจสำเร็จ มี 11 ครั้ง
  1. เมื่อวันที่ 20 มิ.ย 2476 นำโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจ รัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
  2. .เมื่อ 8 พ.ย. 2490 นำโดย พล.ท ผิน ชุณหวัณ ( บิดา พล.อ. ชาติชาย ชุณหวัณ ) ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
  3. เมื่อ 29 พ.ย. 2494 นำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง ทำรัฐประหารตนเอง
  4. เมื่อ 16 ก.ย.2500 นำโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม
  5. เมื่อ 20 ต.ค. 2501 นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (เจ้าเก่า ) ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร
  6.  เมื่อ 17 พ.ย. 2514 นำโดย จอมพล ถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
  7. เมื่อ 6 ต.ค. 2519 นำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
  8.  เมื่อ 20 ต.ค. 2520 นำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ( เจ้าเก่า ) ยึดอำนาจรัฐบาล นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร
  9. เมื่อ 23 ก.พ. 2534 นำโดย พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ (รสช.) ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ ชาติชาย ชุณหวัณ
  10.  เมื่อ19 ก.ย. 2549 นำโดย พล.อ. สนธิ บุญรัตน์กลิน ยึด อำนาจรัฐบาล พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร
11. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 เวลา 16.30 น นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันท์โอชา ภายใต้ชื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช) ยึดอำนาจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ( รักษาการ ) โดยมีนายนิวัฒน์ธำรงค์ บุญทรงไพศาล เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด กรณีจำนำข้าว


***** หมายเหตุ  *****



  • ยังไม่รวมเหตุการณ์ที่ นายควง อภัยวงค์ โดนจี้ให้ลาออกใน 24 ชั่วโมง เมื่อ วันที่ 8 เม.ย. 2491....**
  • และยังไม่รวมเหตุการที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดางดใช้รัฐธรรมนูญ ด้วย

                                
   ยึดอำนาจไม่สำเร็จอีก 11 ครั้งดังนี้

  1.  เมื่อ 11ต.ค.2476 กบฎ บวรเดช นำโดย พล.อ.พระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
  2.  เมื่อ 3 ส.ค.2478 กบฎ นายสิบ นำโดย ส.อ.สวัสดิ์ มะหะหมัด
  3. เมื่อ 29 ม.ค.2481 กบฏพระยาทรงสุรเดช นำโดยพระยาทรงสุรเดช
  4. เมื่อ 28 ก.พ. 2491 กบฎแยกดินแดน นำโดย ส.ส. อิสาน กลุ่มหนึ่งเช่น นาย ทิม ภูมิพัฒน์ นายเตียง ศิริขันธ์
  5. เมื่อ1 ต.ค. 2491 กบฎเสนาธิการ หรือกบฏนายพล นำโดย พล.ต. สมบูรณ ศรานุชิต
  6.  เมื่อ26 ก.พ. 2492 กบฎวังหลวง นำโดย นายปรีดี พนมยงค์ เหตุการณ์ครั้งนี้ ฝ่ายนายปรีดี โดนปราบและถูกฆ่ามากมาย
  7. เมื่อ 29 มิ.ย 2494 กบฎแมนฮัตตัน เกิดระหว่างจะไปรับมอบเรือแมนฮัตตัน นำโดย น.อ.อานนท์ บุณฑริกกาภา
  8. เมื่อ8 พ.ย.2497 กบฎสันติภาพ นำโดย กุหลาบ สายประดิษฐ์
  9. เมื่อ 26 มี.ค. 2520 กบฎนำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ
  10. เมื่อ 1 เม.ย. 2524 กบฎยังเตอร์ก (เมษาฮาวาย ) นำโดย พล.อ สัณห์ จิตรปฏิมา
  11. เมื่อ 9. ก.ย.2528 นำโดย พ.อ. มนูญ รูปขจร





  • เหตุการณ์ อภิวัฒน์ เมื่อ 24 มิ.ย 2475 ไม่นับรวม
  • เมื่อรวมการยึดอำนาจทั้งหมดทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง (รวมที่จอมพลผิน จี้นายควง และ พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา งดใช้รัฐธรรมนูญด้วย แต่ไม่รวมเหตุการณ์ 24มิ.ย2475 เพราะถือเป็นการ กึ่งอภิวัฒน์ 


         กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ การปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง








วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

หุ้นแลกการ์ด Laggard คืออะไร



หุ้นแลกการ์ดคืออะไร

นักลงทุนหลายคนมักจะได้ยินว่า เวลาตลาดผันผวน (หมายถึงเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงอย่างรวดเร็วในวันเดียว ไม่มีทิศทางชัดเจน ) ให้หาหุ้นแลกการ็ดเล่น (Laggard)
ปัญหาคือ หลายคนไม่เข้าใจคำว่า แลกการ์ด คือไปตีความตาม ความหมายในภาษาอังกฤษ ผลลัพธ์ก็มักผิด


เพราะถ้าตีความตามภาษาก็คือ ช้า ล้าหลัง เต่า ประมาณนั้น
ก็ลองคิดเอง ถ้าคุณเล่นหุ้นทุนก็น้อย อยากปั้นพอร์ทลงทุนให้โต คุณจะใส่ทุนเข้าไปในหุ้นเต่า ช้าล้าหลังทำไม


ดังนั้นภาษาหุ้นหลายๆคำไม่ได้แปลแบบตรงๆตามภาษา เช่น
upside ,sentiment อะไรเทือกนี้ มันไม่ได้หมายความว่า หุ้นกลับหัว หรือหุ้นมีความรู้สึก


หุ้นบ้าอะไรกลับหัว กลับหัวก็เอาขาชี้ฟ้านะสิ นั่นเจ๊ง
หรือหุ้นมีความรู้สึก หมายถึงแค่สัมผัสเธอก็เคลิ้ม อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่นะครับ ศัพท์บางคำใช้เฉพาะกลุ่มรู้เฉพาะกลุ่ม คล้ายศัพท์การเมือง อำมาตย์ ที่ความหมายมากกว่าอำมาตย์ ปลาวาฬ ที่ไม่ใช่ปลาวาฬ อาจเป็นปลาบึกก็ได้ คือรู้กันในกลุ่ม
พอขยายหลุดรอดออกมานอกวง คนเลยตีความผิดไปจากเดิม


  • กรณีจะยกคำว่า แลกการ์ดมาอธิบายพอให้เข้าใจ
  • คำว่า Laggard ในความหมายนักลงทุนคือ หุ้นที่ มีผลประกอบการออกมาดี แต่ราคาหุ้นยังไม่ตอบสนองกับตลาด 


เช่น หุ้น A ในคิว 3 มี มาจิ้น 30% มีกำไรสุทธิ หมื่นล้าน อัตราการเติบโต 15% (สมมุตินะ )


  • แต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 1.50 บาท หรือกี่บาทชั่งแม่งมัน แต่มันไม่ไป ซึ่งมันน่าจะวิ่งไปตามกำไรหมื่นล้าน อาจจะ 3-5 บาท แต่มันไม่ไป คือไม่ตอบสนอง กำไร 


หุ้นแบบนี้มีนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มันมีโอกาสที่จะไป เมื่อราคาไม่ไปก็เก็บไว้ คือเก็บ 1.50/หุ้น เพราะคาดว่ามันจะไป 3-5 บาท/หุ้นก็รวยไป นี่คือความหมายที่ใช้กันส่วนใหญ่ในตลาด


  • แต่คนที่ไม่เข้าใจไปตีความผิดคือ Laggard คือหุ้นที่ตลาดเขียวแม่งก็ไม่เขียว แดงมึงก็ไม่แดง จับเอาแค่นี้โดยไม่สนผลประกอบการ เลยตีความเองว่า ชัวร์กูเจอแล้วหุ้น Laggard ขายไร่ขายนาซื้อแม่งโลด สุดท้าย เจ๊งเพราะถือ 10 ปีแม่งก็ไม่ขยับราคา แถมปันผลก็ไม่ได้อีก ก็จอด


ดังนั้นคำว่า Laggard จึงหมายถึงหุ้นที่มีคุณสมบัติตามที่ผมยกมาแต่ข้างต้น แต่ผมจะเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อกรองให้ละเอียด คือ ดูตัวเลข เหล่านี้ประกอบด้วยคือค่าของ


  • P/E
  • ROA
  • ROE
  • DEB
  • EPS
  • %YIELD

  • ค่าพวกนี้มันสำคัญเพราะมันจะบอกว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพง คำว่าถูกแพงคนไม่เคยเล่นหุ้นจะไม่เข้าใจ ถูกแพงไม่ได้ดูที่ราคาหุ้นเป็นหลัก แต่ดูตัวเลขเหล่านี้ประกอบกัน อาทิ หุ้น ราคา 0.50 บาท ถ้าเราคิดแบบตาเห็นคือถูกมาก แต่พอเราไปดูพีอี สูง ถึง500 เท่า ในขณะที่ ยิลด์กับ อีพีเอส ต่ำ อย่างนี้คือแพงมหาศาล ซื้อไปก็เจ๊ง




  • ตรงกันข้ามมีหุ้นอีกตัวราคา 400บาท แต่พีอี 7 เท่า พีบีวี2.5แต่ยีลด์ 11.80% อีพีเอส 20% หุ้นตัวนี้ ราคาถูก เพราะซื้อแล้วมีอนาคตมีผลตอบแทนดีสม่ำเสมอ (เป็นตัวเลขสมมุติให้เห็นภาพ )


  • ดังนั้น Laggard ถ้าเติมตัวเลขที่ผมเพิ่มเข้าด้วยหรืออย่างแย่ก็เพิ่ม ยีลดืเข้าไป ให้ยีลด์สัก 5% ก็พอแล้ว ถือได้ หวังว่าจะไม่งง นี่ล่ะหุ้นไม่ยากและก็ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ที่ที่ใคร เดินถือเงินพร้อมกับหัวโล่งๆ เข้าไปแล้วรวยอย่างแน่นอน


คำฝากจากคนลงทุน

หุ้นคือมายาภาพ ที่ถูกสร้าง
กระดานหุ้นคือมายาภาพที่ถูกสร้าง
หุ้นมีขึ้นลง
หุ้นก็ถูกสร้างให้ขึ้นลงได้เช่นกัน

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยมีความเสี่ยงกว่า
ควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจและไม่ประมาท

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สังคมเสียบยอด ( gulping down social, swallowing social)หรือการกลืนกินทางสังคม


สังคมเสียบยอด ( gulping down social, swallowing social)

  • ศัพท์คำนี้ผมเป็นคนบัญญัติมันขึ้นมาเอง ในฐานะคนรัฐศาสตร์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ศึกษาการเมืองมา ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ใครจะนำไปใช้ แต่ บอกด้วยว่า กังวาล ทองเนตร คิดมันขึ้นมา
ผมนำแนวคิดมาจากการต่อยอดต้นไม้ หรือเสียบยอดต้นไม้
  • กล่าวคือ การต่อยอดต้นไม้ จะเป็นการนำยอดต้นไม้อีกสายพันธุ์หนึ่ง หรือใกล้เคียง มาเสียบลงไปในตอ หรือต้นพันธุ์ซึ่งเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง อาทิ มะม่วง
  • มะม่วงที่ใช้เป็นต้นตอ จะเป็นมะม่วงพื้นเมือง หรืออย่างอื่น แต่มีคุณสมบัติคือ ทนโรค ทนสภาพอากาศได้ดี แต่ ผลมีราคาต่ำ ตลาดไม่นิยม
  • ส่วนที่เป็นยอดที่นำมาเสียบ ตรงข้ามกับต้นที่ใช้เป็นตอ คือ อ่อนแอ ไม่ทนโรค แต่ผลมีราคา ตลาดนิยม 
นี่คือกรอบที่มาแนวคิดที่ผมใช้อธิบายสภาพสังคมการเมืองการปกครองของไทย
ขั้นตอนก็คือนำมะม่วงที่ทนโรคแต่ให้ลูกที่ตลาดไม่ต้องการมาปลูก พอโตระดับหนึ่ง ก็ตัดยอดทิ้ง แต่เหลือรากโคนไว้ในดินต่อไป จากนั้น นำยอดหรือกิ่งมะม่วงของอีกสายพันธุ์มาทำการเสียบเข้าไปกับ ต้นตอเก่า จากนั้น เนื้อเยื่อของต้นเก่ากับ กิ่งยอดใหม่จะประสาน เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว และมีคุณสมบัติใหม่คือ ทนโรค ทนสภาพอากาศ และให้ลูกที่มีราคาดี ตลาดต้องการ
  • นั่นคือสภาพสังคมไทยที่เป็นมาช้านาน หมายถึงส่วนโคนต้นและราก เป็นมะม่วงพื้นเมืองดั้งเดิม อีกสายพันธุ์ หรือหมายถึง ประชาชน ที่เป็นคนส่วนมากของประเทศ และมีรายได้น้อย เป็นผู้ถูกปกครอง มีหน้าที่เป็นฝ่ายผลิตป้อนสังคม ซึ่งก็คือส่วนยอด ในที่นี้หมายถึงมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่อ่อนแอ แต่มีผลที่มีราคาแพงตลาดนิยม ซึ่งในทางสังคมก็คือชั้นชั้นปกครองของไทยและ กลุ่มทุนผูกขาด ที่เป็นมะม่วงส่วนยอด
ดังนั้นเมื่อมองเผินๆด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามันเป็นต้นมะม่วง หมายถึงมีลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ล้วนเป็นมะม่วง แต่แท้จริง หรือเนื้อใน มันเป็น ของปลอม เพราะส่วนฐานล่างเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร แล้วนำไปเลี้ยง โครงสร้างส่วนยอด และผลิดอกออกผล จริงอยู่แม้ลูกมะม่วงจากต้นนี้ จะสามารถรับประทานได้ปกติ หรืออาจรสชาติดีขึ้น ก็ตาม แต่มองลงไปในโครงสร้างจริงๆ จะพบว่า มะม่วงลูกนี้หรือจากต้นนี้ ไม่ใช่ลูกมะม่วงของต้นนี้จริงๆ มันจอมปลอม มันเป็นการโกหกสังคมโลก และต้นตอมะม่วงต้นนี้ก็ถูกบังคับให้หาอาหารมาเลี้ยงส่วนบนทางสังคมตลอดไป อย่างน่าสงสาร
  • ดังนั้นผมจึงนำมาเปรียบเทียบใช้ในการอธิบายสังคมไทยว่า เหมือนมะม่วงเสียบยอด หรือเป็นต้นไม้ชนิดอื่นก็ได้ แต่เป็นการเสียบยอด มิใช่ทั้งโครงสร้างเป็นของสิ่งเดียวกัน
แม้บางคนจะมองในแง่ธุรกิจหรือทางเศรษฐศาสตร์ว่า นี่คือนวัตรกรรม เชิงบวก เพราะเป็นการเพิ่มคุณค่า เพิ่มราคา ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าจะใช่ แต่ในความหมายทางสังคม ทางรัฐศาสตร์ ทางการปกครอง โครงสร้างแบบนี้หมายถึงการ กดขี่ การเอาเปรียบ หรือกลายเป็นการกลืน swallowing ,gulping down ชนิดที่ต้นตอและรากเดิมไม่มีโอกาสแม้แต่จะแพร่ขยายเมล็ดพันธุ์ หรือสายพันธุ์ตนเองได้เลยตลอดไป




กังวาล ทองเนตร
คณะรัฐศาสตร์ภาควิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เทรดฟอเร็กซ์ได้เงินจริงหรือหลอกลวง

โปรแกรมการซื้อขายฟอเร็กซ์

Forexได้เงินจริงหรือหลอก

ทุกวันนี้ตลาดฟอเร็กซ์ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในไทย เพราะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ที่สนใจจะกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ทการลงทุนตนเอง

  • ปัญหาคือมีคนเข้าใจฟอเร็กซ์ที่แท้จริงไม่มากนัก และโบรกเกอร์ต่างๆเป็นของต่างประเทศจึงยากตรวจสอบว่าอันไหนโบรกจริงอันไหนโบรกปลอมหลอกลวง 

หลักการดูโบรกคือ

  • หนึ่งต้องโปร่งใส มีสัญญาอนุญาตจดตั้งชัดเจน 
  • สองคือมีความน่าเชื่อถือ มีคนนิยม มีสำนักงานเป็นตัวตนมีที่อยู่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ประเทศนั้นๆคอยซัพพอร์ท 
  • มีอายุการก่อตั้งมากพอสมควร มีประวัติดีไม่เสียหายฉ้อโกงลูกค้า มีช่องทางการฝากถอนเงินหลายช่องทาง ง่ายและสะดวกตลอดเวลา มีเงื่อนไขที่ชัดเจนไม่สีเทา 
ฟอเร็กซ์ ก็เหมือนบิทคอยน์ ตรงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

  • แต่กฎหมายไทยยังไม่รองรับ หรือเราเดินช้ากว่าชาวโลก หมายถึงคนซื้อบิทคอยน์ และฟอเร็กซ์ ก็ไม่ผิดกฎหมายแต่ถ้าเกิดความเสียหายต้องแบกรับสภาพกันเอง 
  • ดังนั้นโบรกเกอร์ที่เราเลือกจึงสำคัญสุด คือ เป็นที่นิยมของนักเทรดทั่วโลก มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ การเลือกโบรกฯ เราจึงเลือกจากประสบการณ์คนอื่น และคนส่วนใหญ่


    ข้อสังเกต

  • การเทรดฟอเร็กซ์ หรือการลงทุนในตลาดฟอร์เร็กซ์ ต้อง เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เทรดเอง ได้เองเสียเองจะไม่มีการไปฝากเงินใส่มือให้คนอื่น ไปเทรดให้ โดยอ้างว่าจะจ่ายค่าตอบแทนสูง และต้องเติมเงินเข้าทุกเดือน หรือบีบบังคับให้หาลูกค้า หรือสมาชิก หรือดาวน์ไลน์ 
  • การเทรดฟอเร็กซ์ ต้องมีอิสระภาพ ทั้งการเปิดบัญชี การเติมเงิน การถอนเงิน ต้องไม่มีใครมาบีบบังคับว่าต้องเติมทุกเดือนเดือนละเท่านั้นเท่านี้ ต้องไม่มีใครมาบังคับให้เทรดหรือซื้อขาย เราสามารถเลือกเวลาซื้อขายเราเองได้ตามที่เราสะดวก คือว่างเมื่อไหร่ พร้อมเมื่อไหร่ก็เทรดได้ 
  • ถ้าบีบบังคับคือ นั่นคือไม่ใช่แล้ว คือหลอกลวง โบรกเกอร์ที่ดี มีหน้าที่แค่ อำนวยความสะดวก ให้เราทั้งการเปิดบัญชี การฝากการถอนเงิน รับผิดชอบเราในประเด็นเหล่านี้ และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมค่าบริการอื่นๆจากเราโดยอ้อม 
  • จะต้องไม่มาก้าวก่ายเรา และข้อสังเกตอีกอย่าง ให้เราสมัครกับหลายเว็บหลายโบรกเกอร์และอย่าเพิ่งเติมเงิน ให้ เลือกตราสารหรือคู่เงิน คู่เดียวกัน เปิดขึ้นมาเทียบกันทุกโบรกที่เรามีบัญชี จากนั้นตั้งกราฟ ตั้งไทม์เฟรมเดียวกัน เช่น 1 นาที 5 นาที 10 นาที 30นาที เป็นต้น แล้วสังเกตุดูว่ากราฟวิ่งขึ้นลงตรงกันหรือไม่ 
  • ถ้าโบรกไหน วิ่งผิดปกติจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลง ช้า เร็วกว่าคนอื่น ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า ไอ้นี่ มีพิรุธ มีข้อผิดสังเกตต่างจากคนอื่น อาจปลอมมา โดยกราฟที่แสดงอาจไม่ใช่กราฟที่ลิงค์มาจากตลาดฟอเร็กซ์โดยตรง แต่เป็นโบรกเกอร์ปลอมเจ้านั้น สร้างหรือจำลองกราฟขึ้นมาเองแล้ว ให้นักลงทุนเทรดบนกราฟที่ตนเองสร้างขึ้นและเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ลิงค์กับตลาด เพื่อกินทุนเรา ความหมายก็คือเราไม่ได้เทรดกับตลาด คำสั่งซื้อหรือขายเราไม่ไปตลาด แต่ไปที่เซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์โดยตรง และเทรดภายใต้กราฟโบรกเกอร์จำลองขึ้นมา อย่างนี้ หลอกชัวร์ ใส่เงินเท่าไหร่ก็หมดเพราะมันกระชากกราฟกินทุนเรา พอได้กำไร อยากถอนก็ปิดบัญชีปิดเว็บเผ่นหนีพร้อมทุนเรา นี่คือตัวอย่างโบรกหลอกลวง 


  • เทรดได้ก็กำไรของเรา เทรดเสีย ก็รับผิดชอบเอง นี่คือของจริง
  • ส่วนโบรกจริงต้องใช้กราฟจริงลิงค์แบบเรียลไทม์กับตลาดเวลานั้นๆเลย คำสั่งซื้อขายไปที่ตลาดโดยตรงและสามารถถอนกำไรได้ อาจช้าหรือเร็ว ตามเหตุผลเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างประเทศบ้างนิดหน่อย แต่ก็ถอนได้ ไม่ใช่ปิดเว็บเชิดเงินหนี

ซึ่งโบรกเกอร์ที่คนไทยและคนทั่วโลกหลักๆเวลานี้ก็จะมี

โบรกเกอร์ XM
โบรกเกอร์ FBS
โบรกเกอร์ EXNESS

ทั้ง3 นี้ผมไม่ได้จัดเรียงลำดับตามความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด

 แต่คนไทยจำนวนมากไว้วางใจเปิดบัญชีเทรดกันเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องยาวนานหลายปีแล้ว
  • ท่านใดสนใจก็ลองศึกษาข้อมูลหาความรู้เพิ่มเติมดู หรือลองเปิดพอร์ทจริงๆ รับโบนัสจริงเทรดจริงได้เลย หรือเปิดบัญชีจริงแล้ว เปิดบัญชีเดโม หรือบัญชีทดลองเทรด เพื่อฝึกเทรด เสริมทักษะ หรือเริ่มเรียนรู้ไปกับตรงนี้ได้ จะได้มีความรู้จริงเห็นจริง เมื่อเห็นโอกาสหรือเชี่ยวชาญแล้ว เราก็กล้าที่จะลงทุน 
  • คงไม่มีใครกล้าโยนเงินของตัวเองใส่ไปในอะไรก็ตามที่ตนเองไม่มีความรู้แน่นอน นี่จึงเป็นโอกาสที่ทางโบรกเกอร์เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองเทรด ทั้งบัญชีเดโม หรือเทรดจริงเงินจริง ที่โบรกเกอร์ออกทุนให้ จำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาจากของจริง

สรุปคือ

  1. ฟอเร็กซ์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับเท่านั้นเอง และมีแนวโน้มว่าจะมีกฎหมายรองรับในเร็วๆนี้เพราะเป็นการลงทุนการระดมทุนขนาดใหญ่ เป็นที่นิยม เช่นเดียวกับบิทคอยน์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับแต่ คนนิยมทั่วโลกแล้ว 
  2. ฟอเร็กซ์เป็นทางเลือกของนักลงทุนที่ต้องการกระจายทุนกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการเงินในการขยายพอร์ทลงทุนของตนเอง 
  3. ฟอเร็กซ์ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่มีมิจฉาชีพบางกลุ่มอาศัยความไม่รู้หรือความใหม่สำหรับคนไทย ทำให้มันเป็นแชร์ลูกโซ่ 
  4. ฟอเร็กซ์ไม่ใช่การลงทุนผ่านบุคคล กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนที่ตลาดตราสารหนี้ของโลกโดยตรง โดยการเปิดพอร์ทการลงทุนหรือบัญชีจริงผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับการก่อตั้ง แบบถูกต้องจากต่างประเทศ 
  5. ฟอเร็กซ์ไม่มีเงินปันผล ไม่มีผลตอบแทนอย่างอื่นใดๆเลย นอกจาก ส่วนต่างของราคาตราสารที่เราทำการซื้อขายจริง ถ้าใครบอกว่ามีนั่นคือหลอกลวง 
  6. ฟอเร็กซ์ไม่มีการบีบบังคับให้เราเติมเงินหรือบีบบังคับให้เราทำการซื้อขาย แต่อาจมีวงเงินทุน มากน้อยในการฝากเข้าตามลักษณะแต่ละบัญชี ใหญ่ เล็กไม่เท่ากันตามแต่ละชื่อที่โบรกเกอร์จะเรียกชื่อ เช่น บัญชี เซน บัญชีไมโคร บัญชีมินิ บัญชีสแตนดาร์ด บัญชีซีโร่ และอื่นๆ ตามแต่ละโบรกเกอร์ 
  7. เมื่อเปิดบัญชีฟอเร็กซ์กับโบรกเกอร์ที่ถูกต้องไม่หลอกลวงแล้ว จะมีการปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างโบรกและนักลงทุน เช่น ติดต่อสอบถาม แก้ไขปัญหา อำนวยความสะดวก อบรม สัมมนาเพิ่มทักษะความรู้ และกิจกรรม อยู่เสมอ ไม่มีการบีบบังคับหาลูกค้าทุกวิธี 
  8. โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ มีการ เปิดโปรแกรม affiliate ให้ เว็บมาสเตอร์ ให้บล็อกเกอร์ ที่สนใจในการเพิ่มรายได้พิเศษ โดยการสมัครเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ จากนั้น ก็นำลิงค์ หรือแบนเนอร์ affiliate ของตนเอง ไปเชิญชวน บุคคลที่สนใจอยากเทรดฟอเร็กซ์ ให้สมัครตามลิงค์นั้นได้ โดยไม่มีการบีบบังคับเช่นกัน เป็นเพียงการแนะนำ ให้รู้ว่าเปิดบัญชีกับโบรกไหนได้บ้าง และผู้แนะนำอาจได้ค่าแนะนำจากโบรกตามเงื่อนไข โดยไม่มีการไล่เก็บจากผู้สมัครผ่านลิงก์ หรือหักทุนออกจากผู้สมัครผ่านลิงก์แต่อย่างใด และไม่มีการเรียกเงิน การระดมทุน ทุกกรณี 
  9. การได้เงินหรือเสียเงิน จะต้องขึ้นอยู่กับการเทรดหรือซื้อขายของนักลงทุนหรือตัวเราเองจะไม่ได้มาจากวิธีอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างเด็ดขาด 
  10. โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่หลอกลวงมีอยู่จริง ดังนั้นเราจึงเลือกจากโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ มีคนนิยม เป็นที่รู้จัก ไม่มีประวัติการฉ้อโกง และมีเจ้าหน้าที่ มีสำนักงานในไทยอย่างเปิดเผย ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีและมีลักษณะมั่นคงถาวร 
  • ซึ่งโอกาสหน้าผมจะนำวิธีการเปิดบัญชี วิธีการติดตั้งโปรแกรมการซื้อขาย และวิธีการซื้อขายมาอธิบายพอสังเขปพอให้เข้าใจ

  • ติดตามรายการหมูน้อยนักลงทุนไลฟ์สดได้ที่นี่ >>>> หมูน้อยนักลงทุน 
  • มีแจกเสื้อสวยๆแบบนี้ ฟรีจาก xm ง่ายๆส่งถึงบ้าน





ข้อคิดในการลงทุน
  • การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลยมีความเสี่ยงกว่า 
  • ถ้าได้กำไรอย่างเดียวโลกนี้คงไม่มีคนยากจน 
  • แต่ถ้าขาดทุนอย่างเดียว ทุกตลาดทุนคงปิดตัวไปแล้วเพราะไม่มีนักลงทุน 
ดังนั้นกำไรหรือขาดทุนจึงอยู่ที่ตัวเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆได้มากแค่ไหน และบริหารจัดการความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

Forexคืออะไร ปั้นกระแสเงินสดเสริมสภาพคล่องจากการเทรด ฟอเร็กซ์


Forex  คืออะไร


ฟอเร็กซ์ (Forex ซึ่งย่อมาจากคำว่า foreign exchange เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศระหว่างโบรกเกอร์โดยไม่มีวันหยุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์แต่ละวันโดยประมาณอยู่ที่ $3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณการซื้อขายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบุคคลเพียงคนเดียวแต่เกิดจากโบรกเกอร์ของ interbank ในตลาดแลกเปลี่ยนอัตราระหว่างประเทศ interbank เป็นธนาคารที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง



สรุปคือ

คำว่าการเทรด ( Trade ) หมายถึงการซื้อ-ขาย เช่นหุ้น หรือฟอเร็กซ์

ดังนั้นการเทรดฟอเร็กซ์ จึงหมายถึงการซื้อขาย ที่ต้องอาศัยการจับคู่ เป็นหลัก โดยจะมีทั้ง อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน โดยจะมีเงินสกุลหลักอยู่ 7 สกุลคือ



  1. USD    (อเมริกา)
  2. EUR    (ยูโร )
  3. GBP    (อังกฤษ )
  4. JPY     (ญี่ปุ่น )
  5. CAD    (แคนาดา )
  6. CHF    (สวิตส์ )
  7. AUD    ( ออสเตรเลีย )





นอกจากนี้ ตลาดฟอเร็กซ์ ยังจับคู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ ทองคำ  ทองแดง กาแฟ น้ำมัน หุ้น และอื่นๆ  แต่โดยหลักการ ต้องมีการจับคู่อ้างอิงกับสินค้าอื่นเสมอ จะเทรดเดี่ยวๆไม่ได้


ตัวอย่าง จับคู่เงินสกุลหลัก

  • USD/EUR
  • USD/GBP
  • USD/JPY
  • USD/CAD
  • USD/CHF
  • USD/AUD
  • EUR/USD
  • EUR/GBP
  • EUR/CAD
  • GBP/USD
  • GBP/CHF  เป็นต้น
  • นอกจากนี้ยังมีเงินสกุลรอง หมายถึงสกุลเงินที่ไม่นิยมใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดโลกโดยทั่วไป  เช่น ไทย สเปน เขมร พม่า อินเดีย รัสเซีย ฯลฯ
การสลับตำแหน่งกันอยู่ข้างหน้า กับข้างหลัง ต่างกันอย่างไร

  • สกุลเงินหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่อยู่ด้านหน้า จะนับเป็นตัวหลัก หรือ เบส ให้เทียบกับ 1 เสมอ

  • เช่น USD/ EUR
 หมายถึง เราเลือกเทรดเงินคู่นี้  1 จึงหมายถึง USD = 1 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินตัวหลังว่าจะมีค่า เท่าใด ถ้าเราคิดว่า ตัวหน้าจะราคาแข็ง หรือ เงินแพงขึ้น เราก็เลือกเทรดฝั่ง ซื้อ หรือ BUY  หรือกลับกัน ถ้าเราคิดว่า ตัวหน้าจะอ่อนค่า หรือราคาถูกลง เราก็เลือกเทรด SELL
เมื่อเราเทรดแล้ว ค่าเงินในเวลานั้นไหลไปในทิศทางเดียวกันกับที่เราคาดหมายเราก็ได้กำไร

แต่ถ้าสวนทางไม่เป็นตามคาด เราก็จะเสีย นี่คือหลักการเทรดทั่วไป ดังนั้นเราจึงควรมีข้อมูลในมือที่เป็นปัจจุบันเสมอ เช่น การปรับดอกเบี้ย การปรับภาษี การกั้นกำแพงภาษี หรือนโยบายอื่นๆ ล้วนมีผลต่อค่าเงินทั้งสิ้น

  • สกุลเงิน รองจะมีความผันผวนมากกว่าสกุลเงินหลัก นักลงทุนมือใหม่จึงควรเริ่มเทรดที่สกุลเงินหลักก่อน และตั้ง ขนาดการลงทุนให้ต่ำๆไว้  เช่น
  •  0.01 pip
  • 0.02  pip
  • 0.03 pip
  • 0.04 pip
  • 0.05 pip
  • 0.06 pip
  • 0.07 pip
  • 0.08 pip
  • 0.09 pip
  • 0.10 pip
เพราะถ้าสูงกว่านี้ จะได้กำไรเยอะก็จริงแต่ถ้าผิดทางจะเสียหายมากตามไปด้วย




  • ตลาด Forex เปิดปิดเวลาไหน?

ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ช.ม.ในวันจันทร์-ศุกร์ แล้วหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ยกเว้น สกุลเงินดิจิตอล Bitcoin (BTCUSD) ที่สามารถซื้อขายวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ได้

สำหรับช่วงเวลาเปิด-ปิด เมื่อเทียบกับเวลาบ้านเรา(เมืองไทย) จะได้ดังนี้

เวลาเปิด/ปิดทำการของตลาด forex
ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 – 13:00 น.
ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 – 14:00 น.
ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 – 21:00 น.
ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 – 21:00 น.
ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 – 22:00 น.
ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 – 3:00 น.

(ในช่วงหน้าหนาวเวลาของเมืองไทยเวลาจะเร็วขึ้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง)



กระดานซื้อขายใช้โปรแกรม  MT4-MT5



เมื่อเราเรียนรู้หลักการพอประมาณแล้ว ประเด็นต่อมาก็คือ การเปิดบัญชีเทรด

เนื่องจาก forex  แม้จะมีการเทรดทั่วโลก แต่ที่ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีโบรกเกอร์ของไทยโดยตรง แต่ที่ต่างประเทศจะถูกกฎหมาย  แต่ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโบรกไหนถูกกฎหมายที่ต้นทาง เพราะมีมากมาย  
  • เราต้องเลือกจากความน่าเชื่อถือ ความเก่าแก่ และความโปร่งใส เป็นหลัก เช่น มีการเป็นโบรกเกอร์มานานแล้ว  มีสาขาในไทย มีเจ้าหน้าที่เป็นคนไทย มีเว็บเป็นซับภาษาไทยคอยซัพพอร์ตเรา เป็นอย่างดี และมีสาขามากทั่วโลก มีนักลงทุนในไทยให้ความเชื่อถือ เปิดบัญชีเทรดมาแล้วหลายปี
  • โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่กล้ารับรองโบรกอื่น เนื่องจากเรามิได้มีประสบการณ์ การเปิดบัญชีกับเขา  แต่ผมมีประสบการณ์และใช้ บริการ 2 โบรกนี้มาแล้วระยะเวลาพอสมควร ก็ถือว่าดีพอสมควร ก็คือ
  •  โบรก XM
  • กับ โบรกเกอร์  FBS
การเปิดบัญชี เราจะทุนเท่าไหร่


  • การเปิดบัญชี มี 2 ลักษณะ คือ บัญชีทดลองหรือ เดโม DEMO
  • และการเปิดบัญชีจริง REAL

ในการเปิดบัญชีเราไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลย สำหรับคนที่ยังไม่มีความรู้มาก่อน อยากทดลองศึกษาสร้างสมประสบการณ์ไปก่อน ก็สามารถเปิดบัญชี เดโมทดลองก่อนก็ได้  โดยบัญชีเดโมนี้ เราจะได้เทรดกับสถานะการณ์จริง ตลาดจริง เรียลไทม์เลย  แต่ เงิน ทางโบรกจะใส่เงินจำลองเข้ามาให้เรา 1000-1500 เหรียญ

บางคนบอกจริงเหรองั้นฉันเปิด พอใส่เงินเข้ามาแล้วถอนเอาเงินได้ไหม 
ขอบอกว่าอย่า โลภครับ  เราไม่มีความรู้ เขาเปิดบัญชีให้เราลองเทรดก็ ดีถมเถแล้ว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้น เราจะไม่มีบัญชีลองเทรด เล่นจริงเสียจริงเลย

บัญชีเดโม กำไร ขาดทุนไม่มีผล เพียงแต่ให้เราทดลองใช้ ว่าถ้า ทรงกราฟแบบนี้ เทรดฝั่งนี้ใช่หรือไม่ หรือถ้าลองเทรด Lot ใหญ่ดูว่า จะแกว่งหรือติดลบมากแค่ไหน เพราะเราลองได้ต้องลองให้หมดจะได้รู้ด้วยตัวเอง เพราะเวลาเปิดบัญชีเทรดจริงเราลองไม่ได้ เราเทรดจริงเสียจริง
ให้ฝึกใช้เครื่องมือให้ครบหรือให้มากที่สุด


  • อย่าเน้นเอากำไรปลอมๆ เพราะเราไม่มีอะไรได้หรือเสียกับบัญชีเดโมอยู่แล้ว แต่ให้เราเรียนรู้ให้มากที่สุด เพราะแม้จะเป็นบัญชีเดโม แต่ก็มีวันหมดอายุ ทดลองใช้ หรือเงินในบัญชีจำลองหมดก็อดรู้อย่างอื่นๆ


  • ส่วนบัญชีเทรดจริง จะมีหลายบัญชี ตามละละโบรกเกอร์เรียกชื่อต่างกันออกไป 
ให้เราดูว่า ฝากขั้นต่ำ ที่จะใช้เทรดไม่สูงมาก ที่เรารับได้
ดูค่าสเปรด ให้ต่ำที่สุด เลือกค่าเลเวอเรจ ไม่สูงนัก เช่น 1:100,1:200,1:500 ก็พอ เพราะถ้าสูงมาก เราเทรดได้แต่ละครั้งปริมาณเยอะก็จริง แต่เราจะถูกความโลภ เข้าสิง เช่น เรามี 100 เหรียญในบัญชี ถ้าเราเลือ1:3000 หมายถึง เราเทรดได้ถีง 3000 เหรียญ ซึ่งเกินทุนเราออกไปเป็นจำนวนมาก มีความเสี่ยงจะถูกล้างพอร์ทได้ง่าย


  • สิ่งที่เราต้องเตรียม ในการสมัครคือ  ให้อัพโหลด สำเนาทะเบียนบ้าน  และสำเนาบัตรประชาชนไว้ หรือ สะแกนจากตัวจริงเข้าเครื่องเราไว้ก่อน

เพราะในขั้นตอนการสมัคร 


  • เรากรอก เมล์ ชื่อ นามสกุล  ที่อยู่ เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จากนั้นกด ลงทะเบียนไปทางโบรกจะส่งเมล์มาหาเรา ให้เราเปิดเมล์และคลิกลิงก์เพื่อยืนยันเมล์
 ( ต้องแน่ใจว่าเมล์ที่เราใช้สมัครยังใข้งานได้อยู่และจำรหัสล็อกอินได้ ให้ทดลองเข้าเมล์ดูก่อน )

จากนั้นจะเป็นขั้นตอนยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ โดยเรากรอกเบอร์เราแล้วส่ง ทางโบรกจะโทรกลับมาหาเรา เป็นภาษาไทย แล้วให้รหัสยืนยัน ให้เรานำรหัสนั้นไปกรอกลงช่องยืนยัน แล้วส่ง
ขั้นตอนสุดท้ายคือยืนยันตัวตน โดยการเลือกประเภทเอกสาร ก่อนแล้วคลิกอัพโหลดไฟล์รูปภาพเอกสารที่เราเตรียมไว้ แล้วรอ เมื่อเสร็จขั้นตอน ให้เราล็อกอินเข้าบัญชีเราแล้วคลิกรับโบนัสตามตกลงเข้าบัญชี


จากนั้นให้เราอัพโปรแกรมเทรด MT4 -หรือ MT5 ก็ได้ ต่างกันที่ mt5สามารถซื้อ หุ้นอ้างอิงได้ mt4 ซื้อไม่ได้เท่านั้นเอง และให้เลือกให้ตรงกับแพลทฟอร์มเรา ทั้งสมาร์ทโฟน และ พีซี

จากนั้นปรับแต่งบัญชีเรา และทำการเทรดได้เลย

มีปัญหาไม่เข้าใจตรงไหนสามารถสอบถามเป็นคำภามไว้ได้ใต้บล็อกนี้ หรือไปดูที่ วีดีโอแนะนำหรือลิงก์ต่างๆด้านล่างนี้

ส่วนการเติมเงินเข้าบัญชีหรือฝากเงิน ให้เราไปเปิดบัญชี ไอแบงค์กิ้งกับธนาคารที่เรามี จากนั้นค่อยฝากเงินเข้า หรือถอนเงินออกผ่านไอแบงค์กิ้งเรา ได้เลย 

ขอให้ทุกคน ลงทุนอย่างมีสติ เพราะฟอเร็กซ์ สามารถสร้างกำไรและกระแสเงินสดให้เราได้จริง
เหมาะกับการเสริมสภาพคล่องของเราให้ดียิ่งขึ้น เพราะลงทุนน้อย  เห็นผลเร็ว ได้แล้วให้ออก อย่าโลภ สะสมกำไรไปเรื่อยๆให้ได้ทุกไม้ก็พอ หรือเสียให้น้อยที่สุดขอให้ทุกคนโชคดี


หน้าหลัก
เปิดบัญชีซื้อขายฟอเร็กซ์จริง
MotoGP promo 2018
ประเภทบัญชีซื้อขาย
บัญชีฟอเร็กซ์ที่มีสเปรดเป็นศูนย์
แพลทฟอร์ม MT4
  เปิดบัญชีเดโม
โปรโมชั่นและโบนัส
งานสัมมนาฟอเร็กซ์
เกี่ยวกับ
วิธีการถอนเงิน
  วิธีการฝากเงินเข้าบัญชี
เครื่องคิดเลขฟอเร็กซ์
เครื่องคำนวณฟอเร็กซ์มาร์จิ้น
เครื่องคำนวณมูลค่า Pip ฟอเร็กซ์
แพลตฟอร์มซื้อขาย Android MT4
การช่วยเหลือของ XM
แพลตฟอร์มซื้อขาย MetaTrader 5 (MT5)
พื้นที่สำหรับสมาชิก XM
  งานสัมมนาฟอเร็กซ์

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ระบบpre-degree ที่ราม กับดักหรือโอกาส


pre degreeกับระบบใหม่ที่ราม กับดักหรือโอกาส

  • ามที่พี่ก้องได้เคยแนะนำให้น้องๆที่จบ ม.3 มาแล้ว ให้ไปสมัครเรียนระบบ pre-degree ที่ราม เพราะจะทำให้ ย่นระยะเวลาในการเรียน ป.ตรีได้


  • บัดนี้ ทาง รามได้แก้ไขหลักสูตรโครงสร้างใหม่ ส่งผลกระทบมากมายกับคนเรียนปรีดีกรี และทางรามไม่มีมาตรการเยียวยา นักศึกษาปรีดีกรีเลยแม้แต่น้อย 


กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาใหม่ โดยไม่มีแนวทางแก้ไขเยียวยานักศึกษา นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบเลย  โดยเฉพาะนักศึกษาปรีดีกรี  เช่น  นักศึกษาปรีดีกรี ที่เข้าสมัครเรียนตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาซึ่งตอนนั้นกำลังเรียน  ม.4 และจบ ม.6 ในต้นปี 61 ซึ่งจะต้องลาออกจากระบบ ปรีดีกรีก่อนแล้วนำวุฒิ ม.6 ไปสมัครเป็นนักศึกษาใหม่ระบบปกติ และ ทำการเทียบโอนหน่วยกิต ที่สอบได้ตั้งแต่สมัยเรียน ปรีดีกรี  ซึ่งปกติจะเทียบโอนได้ทั้งหมด เพราะ เรียนที่ราม

แต่ปัจจุบัน จะเทียบโอนได้เพียงบางส่วนที่ตรงกับหลักสูตรใหม่เท่านั้น

  • เช่น นาย เอ สอบไล่ได้ 80 หน่วยกิต ตอนเรียน ปรีดีกรี พอนายเอจบ ม.6 เมื่อผ่านขั้นตอนลาออกและสมัครใหม่แล้ว  นายเออาจจะเทียบโอนหน่วยกิตได้ เพียง 40 หน่วยกิต ต้อง เสียไปถึง 40 หน่วยกิต

ทั้งที่ นายเอ เลือกเรียนตามหลักสูตรโครงสร้างของมหาลัยทุกประการในขณะนั้น

  • นายเอเสียทั้งเวลาเรียน สอบ เงินค่าลงทะเบียนหน่วยกิตละ 50 บาท ทิ้งฟรีๆโดยที่มหาลัยไม่หามาตรการแก้ไขเยียวยาเลย  เป็นเหมือนการลอยแพนักศึกษาระบบปรีดีกรี โดยสิ้นเชิงโดยไม่รับผิดชอบ


  • แล้วอย่างนี้ จะมีระบบปรีดีกรีไปเพื่ออะไร  และจะเสียเงินเรียนปรีดีกรีแพงกว่าไปเพื่ออะไร  ในเมื่อเรียนแล้ว ต้องไปวัดดวงกับมหาวิทยาลัย ตอนไปเทียบโอน แล้วแต่บุญแต่กรรม


  • และทาง ม.ราม แจ้งอีกว่า จะ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตรทุก 5 ปี  หมายความว่า


เด็กที่เรียน ม.ปลาย จะเรียนทันหลักสูตร 1 คน และเสียประโยขน์ 1 คน 


ตัวอย่าง

ระบบใหม่ราม เริ่มต้น ปี 2560  ครบ 5 ปี จะมีการเปลี่ยนหลักสูตร เมื่อ 2565
ดังนั้น เด็กที่เรียน จบ ม.3 และกำลังเรียนชั้น ม.4 ในปี 2560 เมื่อไปสมัครปรีดีกรีราม เขาจะจบ ม.ปลายเมื่อต้นปี 2564  จะสามารถเทียบโอนได้หมด  นับเป็น 1 รุ่น


แต่รุ่นที่ 2 จบ ม.3 ต้นปี64และเริ่มเรียน ม.4  จะไปจบ ม.6 เมื่อต้นปี 2567  ซึ่ง เลยกำหนด 5 ปีของ ม.ราม ที่ต้องปรับหลักสูตรใหม่ ในปี 2566  

  • ดังนั้นเด็กรุ่นนี้ จะเรียนหลักสูตรเก่าราม 2 ปี  และเรียนหลักสูตรปรับใหม่ 1 ปี จึงจะจบ ม.6


  • นั่นหมายความว่า เด็กรุ่นนี้ต้องไปเสี่ยงโชคเอากับรามว่า หลักสูตรเก่าที่เรียนมาตั้งสองปี จะเทียบโอนได้กี่หน่วยกิต


และจะกลายเป็นทศนิยมไม่รู้จบไปอย่างนี้ ทุก 5 ปี เพราะจะมีเด็กจบ ตามหลักสูตรเก่า 1 รุ่น และ ลูกครึ่ง 1 รุ่น  โดยที่ทางมหาลัยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบนี้เลย


  • การที่รามอ้างว่า ต้องปรับเปลี่ยน ทุก 5 ปีตามนโยบายเบื้องบน จึงฟังไม่ขึ้น


เพราะการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เป็นคนละกรณี กับความรับผิดชอบต่อนักศึกษาในระบบปรีดีกรี ของตนเอง


ทั้งที่ ม.ราม สามารถดำเนินมาตรการเยียวยานี้ได้ โดย

  1. แจ้งนักศึกษาในขณะลงทะเบียนว่า กระบวนวิชาใดบ้างที่ลงทะเบียนแล้วจะเทียบโอนได้หรือไม่ได้ซึ่งก็อาจ ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าหลักสูตรใหม่ในอีก 5 ปีจะมีอะไรบ้างง
  2. ใช้มาตรการเยียวยา ให้นักศึกษาสามารถนำใบเสร็จลงทะเบียน หรือทรานสคริปต์ ที่ยังไม่จบ ที่มีผลสอบไล่ได้ A,B,C,D ไปขอรับเงินค่าลงทะเบียนพร้อมค่าธรรมเนียมคืนได้โดยไม่มีเงื่อนไข
  • แต่ทางรามก็มิได้ดำเนินการใดๆ หากแต่ปล่อยให้นักศึกษา เผชิญชะตากรรมที่รามสร้างให้ตามลำพัง
โดยไม่ดูดำดูแดงเด็กของตัวเอง เป็นเหมือนการลอยแพเด็ก ที่เข้าเรียนในระบบ ปรีดีกรี โดยไม่ต้องสงสัยเลย

  • อนึ่ง  การที่ทางราม ตัดการติดต่อระหว่างมหาลัยกับนักศึกษา โดยไม่ส่งข่าวรามให้ เป็นการเสียหายอย่างยิ่ง  ทั้งที่ นักศึกษารามทุกตนทุกระบบ ได้จ่าค่าสมาชิก ข่าวรามคนละ 100 บาททุกคน ทุกปี แต่ทางรามไม่ได้จัดส่งเอกสารข่าวรามให้เลย


ในข่าวราม มีการแจ้งความเคลื่อนไหวมหาลัย  ปฏิทินการศึกษา และ การแจ้ง ม.ร.30 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนราม  เพราะ ม.ร.30 บอก วิชาที่เปิดเรียน  สถานที่เรียน เวลาเรียน  วันเวลาสอบ ล่วงหน้า  ให้นักศึกษาได้วางแผนจัดการตัวเองให้ตรงตามความเหมาะสมกับตัวเอง

เพราะนักศึกษาราม เป็นส่วนใหญ่ ทำงานควบคู่กับการเรียนไปด้วย  ช่องทางที่สะดวกที่สุดจึงเป็นข่าวราม เพราะเป็นมาตรฐาน เดียวกันทั้งหมดในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศจากราม

  • เมื่อราม งดส่งเอกสารข่าวราม แล้วย้ายสารสนเทศไปทางสื่ออิเลกทรอนิกส์อย่างเดียว  จึงเป็นการตัดทางเลือกนักศึกษาให้เหลือน้อยลง  เพราะพื้นฐานนักศึกษาทุกคนไม่เท่ากัน การเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากัน จึงควรสร้างทางเลือกใหม่ๆ และรักษาทางเลือกที่ดีอยู่แล้วไว้ด้วย


  • พี่ก้องในฐานะลูกพ่อขุนคนนึง  และเป็นผู้ที่นำข่าวมาแนะนำน้องๆให้ไปเรียนระบบ ปรีดีกรี  จึงรับไม่ได้ กับการปล่อยลอยแพ น้องๆ แบบนี้

ทางรามต้องมีคำตอบที่พอใจ และหามาตรการแก้ไขให้โดยด่วน

และพี่ก้องแนะนำให้น้องๆ ที่เสียประโยชน์ รวมตัวกัน เรียกร้อง ขอรับการเยียวยานี้จากรามให้ได้  ตาม
มาตรา 42 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.2542

  • เมื่อไม่ได้รับการเยียวยา หรือไม่ได้รับคำตอบ หรือไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการล่าช้าเกินสมควร
  • พี่ก้องแนะนำให้ฟ้องร้อง  ม.ราม และสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อศาลปกครอง เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของเรา

เราคือปัญญาชน  อย่าให้ใคร เอารัดเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม
และโดยเฉพาะ รามคำแหง คือสถาบันการศึกษาที่ทรงเกียรติ ที่เราเคารพและยึดมั่น เราจึงมุ่งหน้าไปเรียนที่นั่น  อย่าให้บุคคลใด คณะใด มาทำลายชื่อเสียงสถาบัน พ่อขุนของเราอย่างเด็ดขาด


กังวาล ทองเนตร  คณะรัฐศาสตร์ เอกการปกครองมหาวิทยาลัยรามคำแหง