กังวาล ทองเนตร

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา Pohthaiblogspot.com

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

ราชวงศ์และการเปลี่ยนแปลงในรัสเซีย

ครอบครัวราชวงค์โรมานอฟ

ประเทศรัสเซียขึ้นชื่อว่าเป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งของโลก ประวัติศาสตร์ของรัสเซียเริ่มต้นขึ้นที่ อาณาจักร เคียฟ โดยชาวรัสเซีย คือเผ่า สลาฟตะวันออก ( Eastern Slav ) ซึ่งเป็นสายเลือดผสม ระหว่างเผ่ายุโรปทางเหนือ ( Varangian ) หรือ Vikings หรือ Nordic แต่นิยมเรียกเผ่าตนเองว่า รัสเซียใหญ่ ( Great Russian )  ได้สถาปนาราชวงศ์ รูริค ขึ้น

  • เมื่อ ประมาณ ค.ศ.862 กษัตริย์วราดิเมียร์ ได้รับศาสนาคริสต์ นิกายออกโธดอกซ์ เป็นศาสนาประจำชาติรัสเซีย และมีรัฐธรรมนูญปกครองตนเอง แต่ก้มักจะถูกรุกรานจากพวกชาว โปล ลิทัวเนีย  ฮังการี และสวีเดน

  • เมื่อปี ค.ศ. 1234 ถูกพวกดาตาร์ และมองโกลรุกราน จนประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนปกครองโดย อาณาจักรมองโกล อีกส่วนหนึ่งอยู่ใต้ปกครองของ โปแลนด์ และลิทัวเนีย

  • ต่อมากษัตริย์ Donskoy ได้สร้างกรุงมอสโคว์ ขึ้น และได้ปลดปล่อยรัสเซีย ออกจาก มองโกล
  • เมื่อปี ค.ศ. 1453 เมื่ออาณาจักรโรมันตะวันออกแตกสลาย พระเจ้า อีวานที่3 ( Evan) ได้สถาปนาอาณาจักรโรมันที่ 3 ( The Third Rome ) ขึ้น และได้ใช้คำนำหน้า ว่า ซาร์ ( Czar ) ซึ่งมีรากศัพท์ คำว่า ซีซาร์ ( Caesar )

  • ต่อมาอีวานที่ 4 ( Evan The Terror ) หรืออีวานผู้โหดร้าย ตามฉายาที่ได้รับ  อีวานที่ 4ได้วางรากฐานการปกครองใหม่เป็นแบบรวมศูนย์อำนาจ และได้สร้างระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ขึ้นที่รัสเซีย มีสภาที่ปรึกาาส่วนพระองค์ ( Zomsky Sorbor )

อีวาน


  • ซาร์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ( Absolutism ) คือดำรงตำแหน่ง ทั้งประมุขแห่งอาณาจักร และเป็นประมุขทางคริสตจักร ด้วย  ซาร์ อีวานที่ 4 ยังได้จัดตั้งหน่วยตำรวจลับ และใช้มาตรการรุนแรงกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จนประชาชนและชาวนาทนต่อการถูกกระทำไม่ไหว ได้ลุกขึ้นมาก่อจลาจลขึ้น จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ระหว่างปี ค.ศ.1603 -1613 จนสภาพภายในรัสเซียอ่อนแอลงและในที่สุด ถูก โปแลนด์ เข้ายึดครองรัสเซียอีกครั้ง ในปี 1610-1611  (คาบเกี่ยวสภาวะสงครามกลางเมือง )




  • จนเมื่อปี ค.ศ.1611 มิคาอิล โรมานอฟ ได้ขับไล่ชาวโปแลนด์ออกไปจากรัสเซีย และกอบกู้เอกราชรัสเซียคืนมาได้  และได้ สถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า ราชวงศ์โรมานอฟ
  • อาณาจักรรัสเซีย มีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในรัชสมัยของ พระเจ้าปีเตอร์มหาราช เป็นผู้นำความทันสมัยมาให้ประเทศ มีการปฎิรูป ศิลปะ วิทยาการ ศาสนา การปกครอง เศรษฐกิจ ทหาร และนำรัสเซียเข้าเป็นมหาอำนาจจนยอมรับในยุโรป มีศูนย์กลางเมืองหลวงใหม่ ที่พระองค์สร้างขึ้นคือ ST.Petersburg

พระเจ้าปีเตอร์


  • นอกจากนี้รัสเซียยังมีกษัตริย์ที่เป็นสตรี หลายพระองค์ เช่น จักรพรรดินีแคทเธอรีน ที่ 1ซึ่งมีเชื้อสายเยอรมัน ค.ศ. 1725 -1727
แคทเธอรีนที่1

  • จักรพรรดินีอลิซาเบธ ที่ 1 ( ค.ศ. 1730-1740)  และ จักรพรรดินี แคทเธอรีน ที่ 2 (  ค.ศ. 1762-1796 ) สมัยพระนางได้ปราบกบฎติดดินเมื่อปี ค.ศ. 1773-1775


แคทเธอรีนที่ 2


จักรพรรดินีแอนนา
  • นอกจากนี้จักรวรรดิ์ รัสเซียยังถูกรุกรานจากกองทัพของ พระเจ้า นโปเลียน แห่งฝรั่งเศส  แต่รัสเซียเป้นฝ่ายชนะ เมื่อ ปี ค.ศ. 1815

กระแสปฏิวัติเริ่มไหลเข้ารัสเซียเมื่อ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1825 ในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ 1 รู้จักกันในชื่อ ปฏิวัติธันวาคม( Revolution December ) ซาร์ ได้ใช้อำนาจเข้มงวดปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองจนจักรวรรดิ์อ่อแอลง และพ่ายแพ้สงคราม ใน ไครเมียเมื่อปี ค.ศ. 1854-1856 

  • สมัยซาร์อเล็กซานเดอร์ ถึงแม้สมัยนี้จะมีความพยายามปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและมีการปฏิรูปที่ดิน แต่พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ โดยขบวนการ Populist ซึ่งเป็นขบวนการต่อต้านระบอบซาร์


อเล็กซานเดอร์

  • ต่อมาซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ( ค.ศ.1881-1894 )ได้ใช้ความเข้มงวดต่อฝ่ายต่อต้านมากขึ้น และได้เพิ่มอิทธิให้หน่วยตำรวจลับมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มนิยมมาร์กซิสม์ ที่นำโดย เลนิน

อเล็กซานเดอร์


  • สมัยซาร์นิโคลัสที่ 2 ( 1894-1917 ) ภายหลังแพ้สงครามญี่ปุ่น ( ค.ศ. 1905 ) ได้มีการเรียกร้องให้มีการปฎิรูปการเมืองมากขึ้น จนมีการผ่อนปรนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระราชทานรัฐธรรมนูญ จัดตั้งรัฐสภาดูมา ( Duma )ให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ราบรื่น เพราะ ถูกขัดขวางจากพวกอนุรักษ์นิยม การปฏิรูปจึงไม่คืบหน้า จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น

  • ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โรมานอฟ รัสเซียได้ใช้นโยบาย แผ่ขยายอาณาเขตปกครองออกไป ( Russianization และ  Russification ) ตลอดรัชสมัยของราชวงศ์โรมานอฟถูกขนานนามว่าเป็น Prison of Nations โดย ทั้งชนกลุ่มน้อย ชาวไร่ ชาวนา ทาสติดดิน ถูกกดขี่อย่างหนัก มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นอย่างรุนแรงและนำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้าน ราชวงศ์อยู่เนืองๆ จนนำมาสู่ การปฏิวัติ รัสเซีย โดย พรรค บอลเชวิค ซึ่งนำโดย เลนิน ในปี 1917  นำไปสู่การ โค่นล้ม ราชวงศ์โรมานอฟในที่สุด

  • ปี 1917 -1985 เกิดอภิมหาอำนาจใหม่ขึ้นในสังคมโลกคือ สหภาพโซเวียต โดยการนำของพรรคบอลเชวิค ของ เลนิน ได้จัดรูปแบบการปกครองเป็น สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ระยะเริ่มต้น เลนิน ถุกต่อต้านจาก อนุรักษ์นิยม และพวกนิยมกษัตริย์เป็นอย่างมาก



อ้างอิง >> [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [ 4 ] [ 5 ]

กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครองมหาวิทยาลัยรามคำแหง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก รศ. การุณย์ลักษณ์ พหลโยธิน คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง


ซาร์เลือกมเหสี

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่1 แห่งรัสเซีย


เลนิน

วลาดิเมียร์ ปูติน (ซ้ายมือ )


รัสปูติน

ซาร์


วิหารบราซิล


โจเซฟ สตาลิน

ซาร์มิอิล

อีวานที่ 3

อีวานที่ 5

อีวานที่ 6

ซาร์นิโคลัสที่ 2

อิเล็กซานเดอร์ที่ 1

อเล็กซานเดอร์ที่ 2

บอริส เยลซิน

จตุรัสแดง

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

ตาบอดสีเกิดจากอะไร


โครงสร้างดวงตา

 ดวงตาคือ อวัยวะในการมองเห็น ซึ่งมีความสำคัญมากในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าการมองเห็นของเราบกพร่องไป จะส่งผลมากมายต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่า การเสียอวัยวะส่วนอื่น


  • การมองเห็นของเรา จะเกิดขึ้นเมื่อ มีแสงผ่านเข้าไปยังเนื้อเยื่อชั้นนอก และกระทบกรอบลูกตา ที่มีลักษณะโปร่งใสเรียกว่า คอร์เนีย ( Cornea )
  • ม่านตาจะทำหน้าที่ปรับให้แสงมีความเหมาะสมกับเลนส์ตา หรือแก้วตา  จากนั้นจะปรับภาพไปตกที่ผนังด้านหลังของลูกตา คือ เรตินา ( retina ) เรตินา เป็นเยื่อตาชั้นในของลูกตา และเป็นจุดเริ่มต้นการมองเห็น โดยเฉพาะที่โฟเวีย ( fovea ) จะเป็นจุดที่มีการมองเห็นชัดเจนที่สุด



โดยปกติ ที่ผนังของ เรตินา จะมีเซลล์ประสาทอยู่ 2 ชนิดคือ


  1. รอดส์ ( Rods)
  2. โคนส์    ( Cones )

รอดส์ ( Rods ) มีลักษณะเป็นแท่งยาว และมีความไวต่อ แสง ขาว - ดำ  ดังนั้น รอดส์ จึงเป็นเซลล์ที่รับแสงในเวลากลางคืน มีความไวต่อแสงคลื่นสั้นมากกว่าคลื่นแสงยาว โดยปกติ รอดส์ จะรวมตัวกันรอบนอกของเรตินา และเป็นจุดที่ทำให้เกิดการตาบอดสีได้ด้วย

โคนส์    ( Cones) มีลักษณะเป็นแท่งที่สั้นกว่า รอดส์ และโคนส์ จะมีความไวต่อแสงที่เป็น สี ดังนั้นโคนส์ จึงเป็นเซลล์รับแสงในเวลากลางวัน มีลักษณะเป็นรูปกรวย ช่วยรับภาพสีได้ดี
โคนส์จะอยู่บริเวณ โฟเวีย ( fovea)

คนที่ตาบอดสี จะไม่มีโคนส์ ที่เรตินา เลย เราสามารถตรวจสอบตัวเราเองได้ เช่น เวลาเราอยู่กลางแจ้ง แดดจ้า โคนส์จะมีความไวต่อแสงมาก เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องมืด เช่น โรงภาพยนต์ ช่วงแรกๆ เราจะมองไม่เห็นและแยกแยะไม่ได้ สาเหตุมาจาก โคนส์ยังทำหน้าที่ อยู่ ใช้เวลา ประมาณ 2-3 นาที เรตินาจะปรับตัวต่อความมืด เวลานี้เอง ที่ รอดส์ จะเข้ามาทำหน้าที่ ช่วยให้เราสามารถมองเห็นในความมืด แต่ก็ไม่ดีนัก

  • ดังนั้น อาการตาบอดสี จึงเป็นความบกพร่อง ที่ เรตินา ในส่วนของเซลล์ โคนส์ ( ขาดโคนส์ ) 
  • ผู้ที่มีลักษณะดังกล่าว จึงไม่สามารถมองเห็นสีที่ถูกต้องได้ เนื่องจากเซลล์ รับสี (โคนส์ ) บกพร่อง นั่นเอง














สีที่คนตาบอดสีมองเห็น


กังวาล ทองเนตร

อ้างอิง >>>  haamor.com  <<< >>> http://th.wikipedia.org <<< >>>

    

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

นับถือศาสนาใดดีที่สุด


ถ้ามีใครซักคนมาบอก เราว่า ศาสนาที่เขานับถืออยู่ ดีกว่าศาสนาที่เรานับถือ คงไม่ต้องถามว่าเราจะมีความรู้สึกอย่างไร

  • สำหรับผมศาสนาเกิดจากปัญญาของศาสดาในแต่ละศาสนา คงไม่ถูกต้องหากมีใครมาบอกว่า ปัญญาของศาสดาคนนั้นเท่านั้นดี คนนี้ไม่ดี


  • การศึกษาศาสนาสำหรับผมในเบื้องต้นคือ ศึกษาเพื่อรู้ เพื่อที่จะรู้ว่า เขาสอนอะไรในแต่ละศาสนา หลักธรรมที่เป็นแกนของศาสนานั้นคืออะไร แล้วเราสามารถนำหลักธรรมเหล่านั้นมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตเราได้หรือไม่ โดยที่ไม่เลือกว่าเป็นศาสนาใด แต่ผมเลือกทุกอย่างที่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งดีเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของผม


ผมนับถือศาสนา แต่ไม่ได้คลั่งศาสนา ผมนับถือศาสนา ไม่ใช่ ยึดถือศาสนาดังนั้นสิ่งไหนดีผมก็เลือกผมก็หยิบเอา

  • ถ้าเปรียบ ศาสนาพุทธ เป็นเหมือน เพชร
  • ถ้าเปรียบศาสนาคริสต์ เป็นเหมือน ทับทิม
  • ถ้าเปรียบศาสนาอิสลามเป็นเหมือน โกเมน
  • ถ้าเปรียบศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เป็นเหมือน ทองคำ
  • ถ้าเปรียบศาสนาเชนและซิกส์ เป็นเหมือน บุษราคัม


เมื่อศาสนาต่างๆเป็นเหมือนดั่งอัญมณีที่ล้ำค่าเหล่านี้  คนโง่เท่านั้น ที่จะเลือกหยิบเอาแต่เพชร หรือทอง
คนโง่เท่านั้นที่เลือกหยิบเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทิ้งอัญมณีล้ำค่าอื่นไว้โดยไม่แตะต้อง

คนฉลาดย่อมเลือกที่จะเก็บเอาอัญมณีทั้งหมดติดตัวกลับไป เพราะนั่นคือสิ่งที่มีค่า เพราะเห็นในคุณค่าของอัญมณีเหล่านั้น

ชีวิตคนเรา สำหรับผมมีความหมายถึง การเดินทางไกล ตั้งแต่เกิดถึงตายมนุษย์เราสามารถอยู่ได้นับร้อยปี โดยประมาณ ช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ 
  • ถ้าเราไม่มีเพื่อนร่วมทาง
  •  ถ้าเราไม่มีเสบียงในการเดินทาง 
  • ถ้าเราไม่มีความรู้ในการเดินทาง
  • ถ้าเราไม่มีเข็มทิศนำทาง
การเดินทางไกลของเราก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ
อุปสรรคน้อยใหญ่มากมายที่มันจะประเดประดังซัดถาโถมเข้ามา
ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้พร้อม เราย่อมพ่ายแพ้ให้แก่มัน

  • ถ้าเครื่องมือดับทุกข์ในศาสนาพุทธ เป็น เกวียน
  • ถ้าเครื่องมือดับทุกข์ในศาสนาคริสต์ เป็น  เรือ
  • ถ้าเครื่องมือดับทุกข์ในศาสนา อิสลาม เป็น  อูฐ
  • ถ้าเครื่องมือดับทุกข์ในศาสนา พราหมณ์ -ฮินดู เป็น ตัวล่อ

ในฐานะคนที่กำลังจะเดินทางไกลนับร้อยปี ผมจะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
ผมจำเป็นต้องเลือกเอาไปด้วยทั้งหมด

  • เมื่อผมเดินทางราบยาวไกล ผมอาจต้องใช้ เกวียน เป็นเครื่องมือ เป็นพาหนะในการเดินทาง 
  • แต่เมื่อใดที่ผมเดินไปถึงริมฝั่งแม่นำใหญ่ กว้าง ลึก ยาว ไกล ที่เกวียน ไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ผมก็จำเป็นต้องใช้ เรือ ในการพาผมข้ามแม่น้ำนั้น เพื่อพาผมไปยังอีกฟากฝั่งแม่น้ำ
  •  เมื่อขึ้นถึงฝั่ง เป็นขุนเขารกร้าง สูงชัน ผมก็จำเป็นต้องใช้ ตัวล่อ เพื่อให้มัน ลำเลียงขนเสบียงของผมที่นำติดตัวมา พาผมเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไป
  • และเมื่อหลุดพ้นขุนเขากันดาร ก็เป็นทะเลทรายที่แสนกว้างไกล แห้งแล้ง เต็มไปด้วยอันตรายสารพัดแน่นอนเมื่อผมมีพาหนะคือ อูฐ อยู่ ผมก็จำเป็นต้องใช้ เพื่อให้ อูฐ พาผมเดินข้ามทะเลทราย อันกว้างใหญ่ ไพศาลไปหาเป้าหมายให้ จงได้

เราจะเห็นว่า พาหนะเราแต่ละอย่าง ไม่มีสิ่งใด ดีกว่า หรือ ด้อยกว่ากันเลย หากแต่มันขึ้นอยู่กับเหตุ ปัจจัย ในระหว่าง การเดินทาง และเราเลือก หยิบมาใช้ ให้มันถูกกับสถานการณ์ มันก็จะเป็นประโยชน์ กับเรา

  • มนุษย์เรา ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมา ให้เลือกกิน เฉพาะ ข้าว
  • มนุษย์เรา ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมา ให้เลือกกินเฉพาะ  ขนมปัง
  • มนุษย์เรา ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมา ให้เลือกกินเฉพาะ  โรตี

มนุษย์ที่ฉลาด ย่อมรู้ว่าอาหารทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ต่อชีวิตเรา เมื่อเราหิว เมื่อ อดโซ คนฉลาด ย่อมรู้ว่า ทั้ง ข้าว ขนมปัง และ โรตี ยังชีวิตให้เราได้

  • นักโภชนาการสมัยใหม่ บอกว่า มนุษย์เรา จะอยู่ได้อย่างแข็งแรง ต้องกิน อาหารหลัก 5 หมู่ จึงจะทำให้ร่างกายของแรา แข็งแรง สมดุล

ในเมื่อในโลกนี้ มีนักโภชนาการได้สร้างอาหาร ไว้ให้เราครบแล้วทั้ง 5 หมูคือ

หมู่ที่ 1 พุทธ
หมู่ที่ 2 คริสต์
หมู่ที่ 3 อิสลาม
หมู่ที่ 4 พราหมณ์ - ฮินดู
หมู่ที่ 5 เชน และซิกส์

แล้วทำไมมนุษย์ที่ฉลาดต้องกินอาหารเพียงหมู่เดียว
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็คงมีคนถามผมว่า ถ้าอย่างนั้น ผมก็เป็นคนไม่มีหลักในการดำเนินชีวิตละสิ
ผมก็ตอบได้ทันทีว่า ผมมีหลักในการดำเนินชีวิต
หลักของผมก็คือ เก็บเกี่ยวเอาแต่สิ่งดี มีประโยชน์ ติดตัวไป เพื่อให้ผมอยู่รอดได้จนถึงเป้าหมาย โดยที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน  ก็ผมบอกแล้วว่า ผมนับถือศาสนา ผมไม่ได้ ยึดถือ ศาสนา หรือ คลั่ง ศาสนา

  • พระพุทธองค์ สอนให้ ละชั่ว ทำดี ใช้หลักเหตุผล กาลามสูตร และทรงไม่ให้หลงไปกับ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ใดๆทั้งสิ้น พระองค์สอนให้คนรู้จักคิดหาเหตุผล พระองค์ เป็นนัก จาริก เป็นนักปฏิวัติสังคม
พระองค์ทรงย้ำไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด แม้แต่ตัวพระองค์เอง พระองค์ทรงให้ พุทธบริษัท 4 ยึดถือ คำสอนหรือพระธรรมแทนพระองค์

แต่พอสิ้นพระองค์แล้ว พุทธบริษัท 4 ทั้งหลาย กลับไปยึดถือ เอา เครื่องปั้น ดินเผา เอามาเป็น สรณะ ยึดเอา อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นเครื่องค้ำชูใจ แทนคำสอนพระองค์ ยึดถือเอาคำสอนหลวงปู่ หลวงตา จนแยกเป็น ก๊ก เหล่า โดยไม่อ้างอิงพระธรรมคำสอนของท่าน

  • เช่นเดียวกับ ท่าน นบี มะหะหมัด ท่านเป็นทั้งนักการศาสนา เป็นนักรบ เป็นนักการเมือง เป็นนักปกครอง เป็นนักปฏิวัติสังคม เมื่อสมัยท่านยังมีชีวิต ท่านได้ปฏิวัติความเชื่อของคนที่มีเศรษฐี เป็นเจ้าของ หิน กาบา และหาประโยชน์จากการเก็บกินค่าเข้าชม สักการะ จนภัยมาถึงท่าน
  • สิ่งที่ท่านสร้างขึ้นมา ผมเชื่อโดยสนิทใจว่า ไม่ใช่ ของพระเจ้า ที่ไหน แต่เป็นคำสอนของท่าน มนุษย์ธรรมดาๆนี่เอง ที่ท่านได้เล็งเห็น เป้าหมายของมนุษย์ จึงนำพามนุษย์มายังเส้นทางที่ท่านเห็นว่าถูกต้อง และควรเป็น แม้แต่การสอนให้เสียสละ (ซากาต ) ท่านระบุเสียด้วยซ้ำว่าให้มุสลิมสละทรัพย์ของตนเองบริจาคให้เพื่อนมนุษย์โลก เป็นอัตราส่วนตามรายได้ของตนเอง


แต่พอสิ้นท่านแล้ว มีมุสลิมกี่คนที่ยึดตามหลักปฏิบัติของท่านอย่างจริงจัง  

หรือแม้แต่ เจ้าพิธี กรรม อย่าง พราหมณ์ ที่เน้นการบวงสรวง สังเวย ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็น ฮินดู ผู้ละเว้นชีวิตสัตว์ มีหลักอาศรม 4 ซึ่งเป็นหลักยึดที่ดี ใน พราหมณ์ เป็นต้น

หรือแม้แต่ ศาสนา ยูดาย ของ โมเสส ที่เป็นต้นตอ เป็นต้นทาง ของทั้ง คริสต์ และ อิสลาม ก็มีหลักยึด หลักปฏิบัติ ที่ต้องการให้คนหลุดพ้น ถึงแม้จะแตกต่างทางวิธีการ รูปแบบ แต่เป้าหมายก็คือ การหลุดพ้น การไปถึงเป้าหมายที่ดีสูงสุด เหมือนกัน


  • ดังนั้นถ้าจะมีใคร มาถามผมว่า แล้วนับถือศาสนาใดจึงจะดีที่สุด 
  •  คำตอบของผมก็คือ ให้คุณกลับไปที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ที่คุณคิดว่าดีที่สุด ในโลกนี้ แล้วน้ำสะอาดมาดื่มสักแก้วยามคุณหิว
  • แล้วก็ไปที่ไหนซักแห่งที่คุณคิดว่า เลวร้ายที่สุดในโลก แล้วหาน้ำสะอาดของที่นั้นมาดื่มซักแก้วยามคุณหิว


ถ้าคุณได้คำตอบว่า น้ำทีไหน เวลาหิว ดื่มแล้วก็มีประโยชน์เท่ากัน รสชาติเหมือนกัน ไม่ว่า ดื่มในที่เจริญ หรือดื่มในที่ กันดาร ประโยชน์ของน้ำไม่ได้แตกต่างกันเลย คุณก็ไม่ต้องถามผมว่า ศาสนาใดดี

เพราะนั่นคือคำตอบ และหลักปรัชญาชีวิตของผม ที่ผมค้นพบ ว่าเป็นเรื่องจริง ที่ผมยึดเป็นหลัก




กังวาล  ทองเนตร 


การเดินทางอันยาวไกล