กังวาล ทองเนตร

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คลังปัญญา Pohthaiblogspot.com

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิธีลงโปรแกรมวินโดว์7


สอนวิธีการลง Windows 7


ทำความเข้าใจกันก่อน

  • การลงวินโดว์ หรือระบบปฏิบัติการ อื่นๆ มีหลักการเดียวกันคือ
  • ระบบปฏิบัติการ เปรียบไปก็เหมือนกับถนน ที่จะมารองรับ รถยนต์ขนาดต่างๆที่จะนำมาวิ่งบนถนนนั่นเอง
  • รถยนต์ก็คือโปรแกรม หรือ ซอฟท์แวร์ ที่เรานำมาใช้งาน เช่น โฟโต้ชอป โปรแกรมสำนักงาน เป็นต้น
  • ดังนั้นรถยนต์จะวิ่งได้ดี วิ่งไม่ติดขัด ก็ขึ้นอยู่กับสภาพ หรือคุณภาพของถนนเป็นสำคัญ ถนนดีๆ รถก็วิ่งสะดวกส่งผลต่อการจราจร และผู้ขับขี่เกิดความสบายใจและมั่นใจในการใช้ถนน


  • ในเวลานี้ระบบปฏิบัติการถ้าเป็นของวินโดว์ก็ต้องเป็น วินโดว์ 7 เป็นอย่างต่ำครับ ไม่ต้องไปพูดถึง XP     เพราะตกยุคและกลายเป็นอดีตไปแล้ว


สิ่งที่เราจำเป็นต้องมี

การลงโปรแกรม แน่นอนที่สุดขาดไม่ได้ก็คือแผ่นโปรแกรมครับ ประกอบไปด้วย
  • แผ่นระบบปฏิบัติการวินโดว์ 7 หรือ วินโดว์ 8 แผ่นนี้บางทีเราก็เรียกว่าแผ่นฟอร์แมต เดี๋ยวจะได้รู้กัน
  • แผ่นซอฟท์แวร์อื่นๆที่เราต้องใช้งาน ถ้าไม่มีแผ่นแท้ก็แผ่นก๊อปแก้ขัดไปก่อนครับ แต่คุณภาพก็ตามราคานะครับต้องทำใจ 100 บาท มีตั้งแต่แผ่นฟอร์แมต และโปรแกรมเสริมในตัว แต่คุณภาพก็ 100 บาทครับแต่ก็เหมาะสำหรับมือใหม่ครับ




ก่อนลงโปรแกรม

เมื่อเรามีทุกอย่างพร้อมแล้ว ต่อมาเราต้องทำความรู้จักกับเครื่องคอมฯเราเสียก่อน

คอมที่เราจะลงจะมีอยู่ 2 กรณีคือ
  1. คอมใหม่แกะกล่องเลย อันนี้ไม่ยากครับจะขอข้ามไปก่อน
  2. คอมที่ใช้งานมาแล้ว
คอมที่ใช้งานมาแล้วนี่แหละครับคือปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน 
  • ไม่ว่าจะเป็นติดไวรัส เปิดเครื่อง ไม่ได้เลย 
  • หรือเปิดแล้วไฟเข้าแต่จอดำ 
  • เปิดแล้วมองเห็นแต่วินโดว์แต่ไอคอนโปรแกมอื่นไม่ขึ้น
  • เปิดแล้วอาการเหมือนปกติทุกอย่าง แต่สั่งงานผ่านเม้าส์และคีย์บอร์ดไม่ได้เลย
  • เปิดแล้วหน้าจอเป็นสีฟ้าขึ้นภาษาต่างดาวมาแล้วดับไป
  • เปิดแล้วเครื่องรีสตาร์ท อย่างเดียว
  • เปิดแล้วไม่มีโหมด Safe Mode
อาการจิปาถะพวกนี้ครับที่เราต้องลงโปรแกรมใหม่ 
เริ่มแรกคอมของเราต้องเป็นรุ่นที่ไม่เก่าเกินไป และต้องมี สเป๊กซ์ขั้นต่ำตามนี้ครับ

  • มีความเร็ว และหน่วยความจำ 1 จิกกะเฮิร์ตซ์ ขึ้นไป
  • มีแรมขนาด 1 จิกกะเฮิร์ต ไม่ว่าจะเป็น 32 บิต หรือ 64 บิตก็ตาม
  • เบื้องต้นก็ประมาณนี้ครับถึงจะรองรับวินโดว์ 7-8 ได้

  • 1 Gigahertz (GHz) or faster 32-bit (x86) or 64-bit (x64) processor 
  • 1 Gigabyte (GB) RAM (32-bit) or 2 GB RAM (64-bit) 
  • 16 GB available hard disk space (32-bit) or 20 GB (64-bit) 
  • DirectX 9 graphics device with WDDM 1.0 or higher driver


วิธีการลง windows 7

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว มาลุยกันเลย

1. แผ่น windows 7 ตาม Edition ของท่าน

2. คอมพิวเตอร์ PC / Notebook

3. USB ถ้าหากต้องการ Load driver บางตัวสำหรับ Harddisk 


  • ถ้าเครื่องเราไม่มีปัญหาแต่ต้องการลงวินโดว์ใหม่จะเห็นภาพดังนี้ ตามรูปพิเศษ เมื่อใส่แผ่นวินโดว์เข้าไป


  • พิเศษ 1 (กรณีเครื่องไม่มีปัญหา แต่ลงวินโดว์ทับลงใหม่ ) จะขึ้นหน้าต่างให้เราคลิก Intall now



  • กรณีพิเศษ2 เครื่องจะกำลังแตกไฟล์เพื่อติดตั้งโปรแกรม


  • รูปกรณีพิเศษ3 เมื่อถึงขั้นตอนเลือก OS ก็จะโชว์ไดร์ชัดเจน อย่าสับสนนะครับผมนำมาให้ดูเผื่อมีผู้ต้องการจงลงวินโดว์ใหม่กรณีเครื่องเป็น วินโดว์รุ่นอื่นอยู่อยากปรับเป็นวินโดว์ 7ก็ลงได้เลยจะลงง่ายมากขั้นตอนหลังๆก็เหมือนกัน แตกต่างกันตรงขั้นตอนแรก ไม่ต้องไปบู๊ตหรือตั้งค่าไบออส ใส่แผ่นเข้าไปก็ เดินหน้าเลยตามภาพที่ผมนำมาให้ดูด้านบน



ทีนีมาลงแบบปกติที่เราต้องลง



วิธีการลงดังนี้

  • ถ้าเครื่องเรายังทำงานได้ให้ใส่แผ่นวินโดว์เข้าไป 
  • จากนั้นสั่งรีสตาร์ทเครื่องเพื่อบู๊ตเครื่องใหม่
  • ในจังหวะที่เครื่องกำลังรีสตาร์ทและกำลังเปิดขึ้นมาใหม่ ให้กดที่แป้นคีย์บอร์ด ที่ Del สำหรับเครื่องตั้งโต๊ะ 
  • และให้กดคีย์ F2 สำหรับโน๊ตบุ๊ค หรือกด F12-F10 เลยก็ได้ทั้ง 2 แบบ
  • เราจะเห็นหน้าต่างตามรูปที่ 1 หรือ รูปที่ 2 หรือต่างจากนี้นิดหน่อยตามแต่เครื่อง
  • ให้เราเลื่อนลูกศรที่คีย์บอร์ด มาวางไว้ที่ CD-DVD หรือ  CD-ROM คือให้เลือกที่แผ่น เราจะทำการไบออส แล้วกด Enter 



รูปที่ 1

รูปที่2


1. ใส่แผ่น Windows7 ลงใน CD-Rom จากนั้นทำการ Boot Computer 


  • เมื่อเห็นข้อความดังกล่าวดังรูป ให้กด Enter 1ครั้งเพื่อเป็นการเข้าสู้หน้าต่างของการลง Windows7 
  • ในการปรับให้  Bios นั้น Boots จากแผ่่นเป็นอันดับแรก 
  • โดยส่วนมาก PC จะกด del / . เข้าไปทำการเซ็ตค่า 
  • Notebook ส่วนมากจะกด F2 หรือให้สังเกตดีๆตอนที่คอมพิวเตอร์ Boot มันจะบอกอยู่ ด้านล่างซ้ายของจอ
  • แต่ถ้าเราต้องการกดใช้ Boot menu เลย ทั้ง Notebook / pc ส่วนมากจะกด F12 , F10 ครับ 


2.เมื่อเรากด Enter แล้วจะเห็นเครื่องกำลังบู๊ต จากนั้นจะปรากฎหน้าต่างตามรูปที่ 3 นี้ ขึ้นมา



ให้เราตั้งค่าตามรูปที่ 3
รูปที่ 3
  • Language to install  :    English 
  • Time                         :   Thai  (Thailand) 
  • Keyboard                 :    US ให้เลือกเป็น US เท่านั้น
  • เมื่อตั้งค่าถูกต้องเรียบร้อย คลิกที่   Next จากนั้นจะเห็นหน้าต่างตามรูปที่ 4


รูปที่ 4

3. จากนั้นให้ทำการกด Install now 


และเราจะเห็นหน้าต่างในรูปที่ 5 ขึ้นมา เพื่อให้เราเลือก OS ที่เราจะใช้ลงวินโดว์ ให้เลือกตามรูปที่ 5



รูปที่ 5


4. ให้เราเลือก OS ที่เราต้องการลง โดยจะ มีทั้ง x86  ซึ่งก็คือ แบบ 32bit และ  , x64  (64 bit ) แนะนำว่าผู้ใช้ทั่วไปควรลง x86 และกด Next

จะปรากฎหน้าต่างตามรูปที่ 6 ขึ้นมา


รูปที่ 6
5. ให้เราติ้กเครื่องหมายถูกยอมรับเงื่อนไข Lincene ของ windows 7 

  • ติ๊ก(√) I accept the license > Next 
  • จะเห็นหน้าต่างที่ รูปที่ 7 ขึ้นมา
รูปที่ 7


6. ถ้าเราลง Windows 7 ใหม่หรือลงครั้งแรกจากการซื้อคอมพิวเตอร์ ก็ให้เลือก Custom(advanced) 


  • ถ้าเลือก Upgrade หมายถึงปรับรุ่นจาก XP หรือ VISTA แต่ก็ไม่มีผลอะไร ผมแนะนำให้เลือก กำหนดเอง หรือ Custom ตามรูปที่ 7
  • จะเห็นหน้าต่างถัดไปตามรูปที่ 8



รูปที่ 8

7. ขั้นตอนนี้เราเราเลือก Drive ที่จะลง OS Windows7 ส่วนมาก จะลงใน Disk 0 นะครับ ก็คือ Drive C: ของ windows เรานั้นเอง อย่าลง ผิด Drive นะครับดูให้ดี ส่วนมากไดร์ฟ C จะอยู่ด้านบน และให้สังเกตตัวเลขความจุ ไดร์ C  จะมีความจุน้อยกว่า 



รูปที่ 9

  • สำหรับคนที่เคยลง windows 7 แล้ว หรือลง windows ตัวอื่นแล้วจะมาลง Windows 7 ใหม่ให้ทำขั้นตอนนี้ด้วยนะครับ 
  • ให้ไปที่ Drive options (advanced) เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าเราไม่พลาดขั้นตอนนี้ มิเช่นนนั้นต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ 
  • จากนั้นให้เราเลือก Drive ที่เราเคยลง OS มาก่อน จากนั้นก็เลือก format ก่อนครับ จากนั้นก็เลือก Drive ที่เราจะลง OS จากนั้นก็กด Next 


จากรูปที่ 9  เราสามารถแบ่งไดร์ใหม่ได้ โดยเพิ่มความจุไดร์ฟ  C และ ไดร์ฟ D ได้อีกตามออพชั่นดังนี้

  • Refresh : ให้โปรแกรมติดตั้งตรวจสอบพื้นที่พาร์ติชันใหม่อีกครั้ง
  • Delete : ลบพาร์ติชันที่เลือกอยู่ ผลลัพธ์ที่ได้จะได้พาร์ติชันที่ไม่มีการจัดรูปแบบ (Unpartitioned space)
  • New : เลือกสร้างพาร์ติชันใหม่ (ต้องมีพื้นที่พาร์ติชันที่ยังไม่มีการจัดรูปแบบอยู่ด้วย เพื่อดึงพื้นที่ไปใช้)
  • Load Driver : โหลดไดรเวอร์ของอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้เพิ่มเติม เช่น ไดรเวอร์ฮาร์ดดิสก์ SATA รุ่นใหม่
  • Extend : ขยายขนาดของพาร์ติชันที่เลือก


รูปที่ 10 
  • ให้เลือกที่ไดร์ฟ C  ที่เราต้องการ ฟอร์แมตทิ้ง เพื่อจะลงโปรแกรมใหม่ โดยเลือกที่ไดร์ฟ จากนั้นคลิกที่ Format
  • กรณีนี้ งานทุกอย่างที่เราเก็บไว้ในไดร์ฟ D  จะไม่เสียหายหรือได้รับผลกระทบ จะยังคงอยู่โดยสมบูรณ์เมื่อเราฟอร์แมตถูกไดร์ฟ

รูปที่ 11
  • เมื่อเราคลิกที่ Format  โปรแกรมจะเตือนเราว่า ระบบในซิสเต็มจะถูกลบ ให้เราคลิก OK



ขอบคุณภาพนี้ตามเว็บที่ปรากฎชื่อ
รูปที่ 12

เมื่อเราฟอร์แมตเสร็จสิ้น ไดร์ฟ C เราก็จะว่างเปล่า พร้อมที่จะลงวินโดว์แล้ว ให้สังเกตว่าตัวเลขพื้นที่ความจุและพื้นที่ที่เหลือจะเป็นตัวเลขเดียวกัน คือ 60 GB แสดงว่าว่างแล้ว ให้คลิก  Next เพื่อติดตั้งวินโดว์ใหม่

รูปที่ 13 กำลังติดตั้งวินโดว์



8. ขั้นตอนนี้ให้เรารอเวลาใน Install windows 7
  • ในขั้นตอนนี้เครื่องจะแตกไฟล์ติดตั้งวินโดว์ และจะมีการรีสตาร์ทเครื่องเอง เราไม่ต้องทำอะไร ให้รอจนกว่าจะมีหน้าต่างในรูปที่ 14 ขึ้นมาเท่านั้น


รูปที่ 14



9. หลังจากนั้นให้เราใส่ชื่อ ผู้ใช้  เราลงเองก็พิมพ์ชื่อเรา ผมพิมพ์ชื่อผม Gong  ( ชื่อนี้จะไปปรากฎที่หน้าจอ ตรงโฟลเดอร์ My documents จากนั้นก็กด Next 
และไปหน้าต่างขั้นตอนถัดไป



รูปที่ 15
10. Windows จะให้เราใส่ Password ในการ Log in แต่ถ้าเราไม่ต้องการใส่ก็ให้ข้ามขั้นตอนนี้ไป
ซึ่งผมแนะนำให้ข้ามขั้นตอนนี้ไปโดย คลิกที่  Next

รูปที่ 16

11. ขั้นตอนนี้ให้เราใส่ Product key ซึ่ง Product key จะอยู่ที่กล่อง ที่เราทำการซื้อ Windows 7 มาครับ ถ้าใครซื้อของแท้มาก็ใส่ลงไปให้ครบให้ถูกต้อง ใครของก๊อป ก็ข้ามไปครับโดยคลิก Next



รูปที่ 17

12. ขั้นตอนนี้ให้เราคลิกเลือก Use recommended Setting เพื่อเป็นการ Update Patch windows ต่างๆ แล้ว Next

รูปที่ 18
13. ให้เราเลือกเวลา วันที่ เดือน พ.ศ. และ Time Zone : เลือก UTC+07.00 Bangkok,Hanoi,Jakarta 

รูปที่ 19

14.ให้เราเลือก Public network (ตามที่Microsoft แนะนำ) กด NEXT 
แล้วเราก็จะได้วินโดว์ 7 โฉมใหม่ไฉไล แพรวพราวสดใสกว่า ลูกเล่นมากมายปรับแต่งได้หลากหลาย รวมทั้งภาพวอลล์เปเปอร์สวยๆจากทั่วทุกมุมโลกที่วินโดว์เขาแถมมาให้




รูปที่ 20
เสร็จขั้นตอนการลงวินโดว์ 7 

ขั้นตอนการนำโปรแกมออกมาหน้าจอ ให้คลิกเข้าที่เมนู Start จากนั้นคลิกขวาที่ไอคอนที่เราต้องการนำออกมาหน้าจอ จะเห็นเมนูย่อยขึ้นมา คลิกเลือกที่ Send to >> Desktop (Create Shortc ut)   หรือ ติ้กเครื่องหมายถูก Show on desktop
ข้อดีอีกอย่างของวินโดว์7 เราสามารถลากไอคอนของโปรแกมที่เราใช้งานบ่อยๆมาวางไว้ที่แถบด้านล่างตามรูปที่ 20 ได้ และเราสามารถแบ่งจอภาพเพื่อแสดงภาพเป็นหลายจอได้พร้อมกัน หรือถ้าเรานำเม้าส์ไปคลิกที่ มุมขวาสุดของแถบด้านล่างจอ เราก็จะซ่อนโปรแกรมหรืองานที่เรากำลังค้างไว้ให้หายไปได้ คลิกที่เดิมอีกครั้งก็จะกลับมาเหมือนเดิม



  • เมื่อเราลงวินโดว์เสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรยากแล้วครับที่เหลือเราก็ลงโปรแกรมทำงานหรือปล่อยรถลงถนนได้เลย โดยใส่แผ่นโปรแกรมเหล่านั้นเข้าไปก็คลิกที่ set up หรือดับเบิ้ลคลิก แล้วก็ทำตามขั้นตอนที่จะมีหน้าต่างขึ้นมาเป็นลำดับเช่นกัน ถ้าเรามีซีเรียลนัมเบอร์ก็ใส่ลงไป พอขั้นตอนสุดท้ายก็เข้าไปลงทะเบียนการใช้งานกับเว็บบริษัทของผุ้ผลิตโปรแกรมนั้นๆ ก็เสร็จสิ้น ทำอย่างนี้ไล่ไปทีละโปรแกรมจนเราพอใจ



  • จากนั้นก็ลงโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็รีสตาร์ท เครื่อง เท่านี้ เราก็ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าลงโปรแกรมอีกต่อไป เก็บเงินไว้ไปซื้อโปรแกรมของแท้มาลงดีกว่าเป็นไหน ลองทำดูครับค่อยๆไปทีละขั้น มันเหมือนดูยาก แต่ถ้าเราถนัดแล้วคล่องแล้ว ขั้นตอนการลงวินโดว์ใช้เวลาไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้วที่เหลือลงโปรแกรมใช้งาน ลงน้อยก็เดี๋ยวเดียวลงมากก็นานหน่อย แต่ผมแนะนำให้เราลงเฉพาะที่เราใช้เป็นเท่านั้นหรือที่เราอยากศึกษา นอกนั้นลงไปก็หนักเครื่องถ้าเราใช้ไม่เป็น



  • เมื่อเราทำคล่องแล้วก็อาจเป็นช่องทางหารายได้ใส่กระเป๋าได้ แต่อย่าคิดแพงนะครับ ถูกแพงเราคิดตามโปรแกรมที่ลง ตัวใหญ่ตัวเล็ก ยากง่ายแค่ไหน เช่นโปรแกรมกราฟฟิคแทบทุกตัวลงยากกว่าวินโดว์หลายเท่ามาก ค่อยๆศึกษาเรียนรู้ไปทีละก้าวก็เป็นเองที่สำคัญคุณต้องกล้าที่จะเล่นกับมัน เพราะนี่คือสุดยอดของความรู้ด้านนี้แล้วที่คุณจะใช้ทำมาหากินได้คุณต้องกล้าลง เรียกว่าลงไม่ได้ก็ไม่ต้องใช้มัน ทำให้คล่อง ทำเป็นแล้วทำอีก ทำจนคุณจำทุกขั้นตอนได้โดยไม่ต้องอาศัยดูบล็อกผมเป็นคู่มืออีกต่อไป ผมก็ทำอย่างนี้ ลงได้แล้วก็ลบลงใหม่ลงจนคล่อง คราวนี้มันก็ไม่มีทางออกจากสมองเรา ลองดูครับ
                                                                กังวาล ทองเนตร










วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กำเนิดศาสนาอิสลาม





ศาสนาอิสลาม


  • ศาสนาอิสลาม จัดอยู่ในกลุ่ม ศาสนา เอกเทวนิยม คือ เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว และเป็นศาสนา ที่มาสายเดียวกันกับ ศาสนา ยิว และศาสนาคริสต์ มีความมุ่งหมายคือ พระเจ้าสูงสุดองค์เดียวเท่านั้น ผู้ก่อตั้งศาสนา หรือศาสดาของศาสนาคือ ท่าน นบีมูฮัมหมัด


ชีวประวัติของท่านนบีมูฮัมหมัดพอสังเขป


  • ท่านนบีมูฮัมหมัด เกิดที่เมืองเมกกะ ประเทศอาหรับ ( ปัจจุบันคือซาอุดีอารเบีย ) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.1113 เป็นบุตรคนเดียวของท่านอับดุลเลาะห์ และนางอามีนะฮ์
  • ท่านนบี กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เยาว์วัย ผู้เป็นปู่ จึงนำไปอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาปู่ของท่านก็ถึงแก่กรรมไปอีก ผู้เป็นลุงจึงนำไปอุปการะจนอายุได้ 25 ปีท่านจึงได้แต่งงานกับหญิงหม้ายวัย 40 ปี ชื่อนางคอดียะห์ มีบุตรด้วยกัน 6 คน เป็นชาย 2 เป็นหญิง 4 คน แต่บุตรชายของท่าน เสียชีวิตหมดทั้ง 2 คน ท่านจึงได้นำ อาลี บุตรของลุงมาเลี้ยงแทน
  • เมื่ออายุได้ 40ปี ท่านนบีได้ออกแสวงหาความวิเวก ณ ถ้ำ ฮิรอฮ์ ห่างจากเมือง เมกกะประมาณ 3 ไมล์
  • วันหนึ่งท่านนบีได้พบกับเทพญิบรออิล ผู้เป็นฑูตแห่งสวรรค์ซึ่งได้ยื่นโองการจากสวรรค์ให้ท่าน เมื่อกลับบ้าน ท่านนบีได้เล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาจึงกล่าวกับท่านว่าท่านจะได้เป็นศาสดา



การประกาศศาสนา

  • การประกาศศาสนาเริ่มขึ้นที่เมกกะ เมื่อท่านนบีอายุได้ 40 ปี โดยช่วง 3 ปีแรกการประกาศศาสนาเป็นไปอย่างเร้นลับ ต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย เพราะผู้คนยังเชื่อและยึดติดอยู่กับความเชื่อดั้งเดิม
  • ท่านนบีจึงถูกปองร้ายจึงได้อพยพไปยังเมืองยัทริบ ( Yarthrib) การอพยพครั้งนี้ ตรงกับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.1165 คือเริ่มศักราชที่ 1 ของการอพยพ และนับเป็นการเริ่มต้น แห่งฮิจเราะห์ศักราชของศาสนาอิสลาม
  • ในขณะที่ท่านนบีได้พำนักอยู่ที่เมือง ยัทริบ กองทัพของเมกกะได้ยกมารุกราน ถึงแม้กำลังจะมีน้อยกว่า แต่ท่านนบีก็สามารถปราบทัพของเมกกะได้อย่างราบคาบ 
  • ต่อมาเมืองยัทริบได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเมือง เมดินา และท่านนบีมูฮัมหมัดได้รับเกียรติให้ปกครองเมืองนี้
  • และช่วงเวลานี้ท่านนบีก็ได้ทำสงครามกับชาวเมืองเมกกะอีกหลายครั้งและได้รับชัยชนะ ในพ.ศ. 1173
  • และในที่สุด ศาสนาอิสลามก็ได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองเมกกะนี้ และได้สถาปนาอาณาจักรของชาวอาหรับขึ้น
  • ท่านนบีได้นำเผยแผ่ศาสนาอิสลามมาได้ 23 ปี ท่านก็ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. 1175 รวมอายุของท่านได้ 63 ปี



คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม

คัมภีร์ของศาสนาอิสลามมีทั้งหมด 104 คัมภีร์ แต่ที่สำคัญมี 4 คัมภีร์คือ

  1. คัมภีร์เตารอต ได้แก่พันธสัญญาเดิมของศาสนายิวและศาสนาคริสต์ประทานแก่ โมเสส หรือ นบีมูชา
  2. คัมภีร์ชาบูร ประทานแก่นบีดาวูด หรือ เดวิด
  3. คัมภีร์อินญิล ประทานแก่ บีอีซา ( พระเยซู ) คือคัมภีร์ พันธสัญญาใหม่ ซึ่งผมจะนำเสนอในโอกาสต่อไป
  4. คัมภีร์อัลกุรอาน หรือโกรัน ( Koran )ประทานแก่ นบีมูฮัมหมัด ซึ่งถือว่าเป็นภาคจบหรือภาคสุดท้าย ของคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานต่อมนุษย์ 

นิกายของศาสนาอิสลาม

  • ศาสนาอิสลามก็เช่นเดียวกับสาสนาอื่น เมื่อสิ้นองค์ศาสดา ก็จะมีผู้ตีความพระคัมภีร์ตามความเชื่อของตนจนเกิดนิกายใหม่และวิธีปฏิบัติที่แตกต่างจากเดิมออกไป
  • ศาสนาอิสลามคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์คือ เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว โดยอิสลามใช้สัญลักษณ์ของศาสนา เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว คล้ายจะอมดวงดาว และมีนิกายสำคัญดังนี้
  1. นิกายซุนนี ( Sunni ) คำว่าซุนนี หรือสุหนี่ เป็นคำที่มีรากศัพย์มาจากภาษาอาหรับ คือคำว่า ซุนนะฮ์ ที่แปลว่า จารีต  นิกายนี้มีการปฏิบัติตามคำสอนขององค์ศาสดา โดยยึดคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วย เป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุด และมีผู้นับถือมากที่สุดในศาสนาอิสลาม  โดยใช้หมวกสีขาว เป็นเครื่องหมายแห่งนิกาย มีหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นิกายนี้ยกย่องว่า กาหลิบ และอิหม่าม เป็นผู้สืบทอดศาสนา ต่อจากท่านนบี กาหลิบคนแรกของนิกาย ซุนนี คือ  อาบูบากร์ ซึ่งเป็นพ่อตาของท่านนบีมูฮัมหมัด และถือเอาว่าผู้ที่สืบเชื้อสายจาก อาบูบากร์ เป็นกาหลิบที่แท้จริง
  2. นิกายชีอะห์ ( Shiah )  หรือ Shi- ite หรือ มะงุ่น คือพวกเจ้าเซนบุตรอาลี โดยนิกายนี้ใช้หมวกสีแดงเป็นเครื่องหมาย นิกายยกยกเอาอาลี ซึ่งเป็นบุตรเขยของท่านนบีมูฮัมหมัด และไม่ยอมรับ อาบูบากร์ ว่าเป็นศาสนทายาทที่แท้จริงของท่านนบี พิธีสำคัญของนิกาย เช่นจะมีการเต้นเจ้าเซน ในเดือนโมหรั่ม เพื่อรำลึกถึงวันสิ้นชีพของบุตรของอาลี
  3. นิกายวาฮะบี ( Wahabi ) ผู้สถาปนานิกายนี้คือ มุฮัมหมัด บินอับดุล วาฮับ เกิดนิกายนี้ขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ. 2234-2299 มีจุดประสงค์คือต้องการรักษาศาสนาอิสลามไว้ให้คงความบริสุทธิ์เหมือนเดิมทุกประการ โดยนับถือความเป็นใหญ่ของคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นที่สุด และมีความพยายามแปลคัมภีร์นี้ให้ตรงพระคัมภีร์เดิมทุกตัวอักษร ปฏิเสธคำอธิบายของนิกายสุหนี่ นับถือพระอัลเลาะห์ เพียงพระองค์เดียว ไม่นับถือ นบี หรือ กาหลิบ คนใดทั้งสิ้น ว่าเป็นผู้สืบต่อศาสนา เพราะนิกายนี้ถือว่าการทำเช่นนั้นถือเป็นการยกย่องเอาบุคคลขึ้นมาเทียบเท่าพระอัลเลาะห์ รวมถึงนิกายนี้ไม่ยอมรับ อิหม่าม หรือนักปราชญ์อื่นในศาสนาอิสลามในฐานะผู้ตีความคำสอนของศาสนาอิสลาม และไม่อนุญาตให้มีพิธีกรรมใดๆ ที่นอกเหนือจากที่มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอานเท่านั้น
หลักคำสอนสำคัญของศาสนาอิสลาม

หลักศรัทธา 6 ประการ ที่ผู้เป็นมุสลิมต้องยึดมั่นไว้ตลอด มีดังนี้

  1. ศรัทธาในพระเจ้า ผู้ที่เป็นมุสลิมจะต้องมีศรัทธาในพระอัลเลาะห์ หรือพระเจ้าองค์เดียว ห้ามมุสลิมทุกคนสักการะสิ่งอื่นนอกจากพระอัลเลาะห์
  2. ศรัทธาใน มลาอีกะห์ ( เทวฑูต ) มลาอีกะห์ คือผู้รับใช้พระเจ้า เป็นเทวฑูต หรือฑูตสวรรค์ มีคุณสมบัติต่างไปจากมนุษย์ คือ ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่นอน ไม่มีเพศสัมพันธุ์ เป้นวิญญาณที่มองไม่เห็น ไม่กระทำตามอารมณ์ที่ชอบ เพราะเราไม่อาจทราบรูปร่างและจำนวนที่แท้จริงของมลาอีกะห์ พระเจ้าสร้างขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น ญิบรออิล เป็นผู้นำโองการจากพระเจ้ามาถ่ายทอด แก่ศาสนาอิสรออิล ทำหน้าที่ทอดวิญญาณของมนุษย์ออกจากร่างเวลาตาย รกิบอติ๊ก ทำหน้าที่บันทึกความดีความชั่วของมนุษย์ มุสลิมต้องเชื่อว่า มลาอีกะห์ มีอยู่จริง
  3. ศรัทธาในพระคัมภีร์ทั้งหลาย คัมภีร์อัลกุรอาน ถือเป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ ดดยผ่านท่าน นบีมูฮัมหมัด
  4. ศรัทธาในบรรดาศาสนฑูต ศาสนฑูตเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ อัลเลาะห์ทรงเลือก มาเพื่อนำคำสอนของพระองค์มาประกาศแก่มนุษย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ นบี หมายถึงผู้ได้รับโองการจากพระเจ้าและปฏิตนตามนั้น และรอซูล หมายถึง นบี ที่นอกจากจะปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าแล้วยังต้องนำคำสอนดังกล่าวไปประกาศแก่มนุษย์ด้วย เช่น โมเสส พระเยซู และนบีมูฮัมหมัด 
  5. ศรัทธาในวันพิพากษา มุสลิมเชื่อว่าเมื่อมนุษย์ถึงแก่ความตายร่างกายจะเน่าเปื่อย แต่วิญญาณซึ่งเป็นอมตะ จะรอรับผลแห่งการกระทำ ของตนเองสำหรับโลกนี้และต้องถึงวันสิ้นโลก ซึ่งมุสลิมเรียกว่า วันกียามะห์ หรือวันปรโลก การพิพากษา พระเจ้าจะตอบแทนความดีความชั่วให้แก่ทุกดวงวิญญาณ อย่างยุติธรรม และทุกชีวิตจะบังเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากถูกพิพากษา และจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร เสวยผลแห่งคำพิพากษาของพระผู้เป็นเจ้าตลอดไป  โลกใหม่นี้เรียกว่า โลกอาคีวัต
  6. ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวการณ์ คือ กฎอันแน่นอนที่พระเจ้าทรงกำหนดสำหรับโลกและมนุษยชาติ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
               6.1 กฎที่ตายตัว เป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นการถือกำเนิด ชาติพันธุ์ รูปร่างหน้าตา ปรากฎการณ์ผ่านธรรรมชาติ
                6.2 กฎที่ไม่ตายตัวเป็นกฎที่ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย คือ การทำดี ทำชั่ว รวมถึงผลตอบแทนที่เกิดขึ้น มนุษย์มีปัญญา มีเหตุผล สามารถเลือกปฏิบัติและไม่ปฏิบัติก็ได้ มุสลิมถือว่าพระเจ้าได้ประทานสติปัญญาและแนวทางชีวิตที่ดีงามมาให้แล้ว เพียงแต่มนุษย์จะดำเนินตามหรือไม่เท่านั้น


หลักปฏิบัติ 5 ประการของมุสลิม


1. การปฏิญานตน 


  • คือการปฏิญานตนยอมรับ พระอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียว และยอมรับว่า นบีมูฮัมหมัด เป็น รอซูล ของพระอัลเลาะห์
2.การละหมาด 

  • คำว่าละหมาด หรือ นมาช มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษา เปอร์เซีย ( อิหร่านปัจจุบัน ) หมายถึงการขอพร เป็นการนมัสการพระเจ้าแสดงความเคารพทั้งกายและใจ แสดงถึงความภักดีต่อพระเจ้า การละหมาดจะปฏิบัติกันวันละ 5 ครั้งดังนี้
  • เช้า    เวลา ตี  4.30   น.    เรียกว่า        ซูบุห์
  • เที่ยง เวลา     12.00  น.     เรียกว่า      ลาฮอร์
  • บ่าย   เวลา     15.15 น.      เรียกว่า      อาซาอาร์
  • เย็น    เวลา      18.00 น.     เรียกว่า      มากริบ
  • ค่ำ      เวลา      19.15 น.     เรียกว่า      อีกซัก

    3.  การถือศีลอด
  • เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อัศศิยาม แปลว่า การละ หรือ การงดเว้น หมายถึงการงดเว้น บริโภคอาหาร และเครื่องดื่ม การร่วมประเวณี การประพฤติชั่วทาง กาย วาจา ใจ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนถึง พระอาทิตย์สิ้นแสง มีระยะเวลา การถืออด 1 เดือน เรียกว่าเดือน รอมฎอน คือ เดือน 9 ของฮิจเราะห์ ศักราช ซึ่งสำนักจุฬาราชมนตรีจะเป็นผู้ออกประกาศการเริ่มถือศีลอด ไปยังมุสลิม ให้ทราบโดยทั่วกัน
     4. กาซากาต หรือ การบริจาค 
  • ซากาต มีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า การทำให้บริสุทธิ์ หมายถึงการบริจาคทาน ให้มุสลิมบริจาคทรัพย์ของตนส่วนหนึ่งที่หามาได้ด้วยความสุจริต เป็นทานแก่คนยากจน คนขัดสน เพื่อลดช่องว่างระหว่างชนชั้นลง ตามบทบัญญัติในพระคัมภีร์ระบุไว้ว่า ในรอบปีหนึ่ง จะซากาตในอัตรา ร้อยละ 2.5 % ของทรัพย์สินหมุนเวียนที่มีอยู่ 
  • สำหรับซากาตฟิตเราะห์ ได้แก่ บริจาคเนื่องในวันตรุษ อีดิลฟตรี คือหลังจากเสร็จสิ้นการถือศีลอด จะบริจาคเป็นข้าวหรืออาหารหลักของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวสาลี เป็นต้น

   5. การประกอบพิธีฮัจญ์ 
  • คำว่า ฮัจญ์ หมายถึง การไปสู่ หรือการไปเยือน หมายถึงการปรพกอบพิธีศาสนกิจ ณ วิหาร กาบาห์ หรือ บัยตุลเลาะห์ ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอารเบีย
  • พิธีฮัจญ์ เป็นหลักปฏิบัติเพียงข้อเดียว ของศาสนาอิสลามที่ไม่บังคับ ให้มุสลิมทุกคนต้องกระทำ โดยให้ปฏิบัติเฉพาะผู้ที่มีความพร้อม มีสุขภาพแข็งแรง มีเงิน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เท่านั้น และต้องไม่เป็นหนี้สินเป็นการเดือดร้อน และการเดินทางไป ฮัจญ์จะต้องได้รับการยินยอมจากคนในครอบครัวด้วย

ปฏิทิน ฮิจเราะห์ 12 เดือน ในศาสนาอิสลาม




  1. เดือนมุฮัรรอม
  2. เดือนซอฟัร
  3.  เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล
  4. เดือนร่อบีอุซซานีย์
  5. เดือนญะมาดิ้ลอูลา
  6.  เดือนญะมาดิซซานีย์ 
  7. เดือนร่อญับ
  8.  เดือนชะอ์บาน 
  9. เดือนรอมฎอน
  10. เดือนเชาวาล
  11. เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์
  12.  เดือนซุ้ลฮิจญะห์ 




                                                       



กังวาล ทองเนตร เรียบเรียง





การละหมาด 1


การละหมาด2


                 ติดตามอ่านเนื้อหาต่อเนื่องใน >> >> โลกอิสลาม

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา


วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
  • วันสำคัญทางศาสนาหมายถึง วันที่เกิดเหตุการณ์พิเศษ บางอย่างขึ้นในพระพุทธศาสนา โดยมากจะเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 

วันสำคัญในพระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่พุทธศาสนิกชน จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยจะมีอยู่ 7 วันดังนี้

1. วันมาฆะบูชา

  • วันมาฆะบูชา แปลว่า การบูชาในเดือน 3 ซึ่งนับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาท่ามกลางพระสงฆ์ ณ เวฬุวันมหาวิหาร โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงปรารภเหตุสำคัญ 4 ประการ เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตร แปลว่าการประชุมที่พร้อมด้วยองค์ 4 คือ

  1. วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
  2. วันนั้นพระอรหันตขีณาสพ จำนวน 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
  3. พระอรหันตขีณาสพ ที่มาประชุมกันในวันนั้นล้วนเป็นผู้บรรลุอภิญญา 6 แล้วทั้งสิ้น
  4. พระอรหันตขีณาสพทั้งหมดในวันนั้น เป็น เอหิภิกขุ คือผู้ที่ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
  • และอีก 44 ปี ต่อมาในวันเดียวกันนี้มีการปลงพระชนมายุสังขารของพระพุทธเจ้า โดยพรรษาสุดท้ายขณะประทับอยู่ที่ ปาวาลเจดีย์ ใกล้เมืองเวสาลี 
  • พระองค์ได้แสดงนิมิตโอภาสแก่ พระอานนท์ว่า ผู้ใดเจริญอิทธิบาทธรรม 4 ประการดีแล้ว ถ้าปรารถนาก็มีอายุยืนอยู่ได้ถึงกัป หรือเกินกัป  ( 1 กัป เท่ากับ 120 ปี ) แต่พระอานนท์คิดไม่ถึงจึงไม่อาราธนาให้พุทธเจ้าอยู่ต่อ

  • เมื่อพระอานนท์ออกไปจากเข้าเฝ้า มารจึงเข้ามาให้พระองค์ปรินิพพาน พระองค์จึงรับอาราธนา โดยกำหนดปริพพานในอีก 3 เดือน ข้างหน้า คือวันวิสาขบูชา ดังนั้นวันที่ทรงตัดสินพระทัยปริพพานจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 นั่นเอง



2. วันวิสาขบูชา

  • วิสาขบูชา แปลว่าการบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

วิสาขบูชา เป็นวันสำคัญพิเศษที่สุดในพระพุทธศาสนา คือเป็นวันที่ พุทธองค์ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ต่างปีกันเท่านั้นเอง แต่เกิดในวันเพ็ญ เดือน 6 เหมือนกันทุกเหตุการณ์ กล่าวคือ

  • ประสูติ  เมื่อ วันศุกร์ วันเพ็ญเดือน 6 เวลาใกล้เที่ยงก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ ป่าลุมพินีเขตต่อระหว่าง กรุงกบิลพัสด์ และกรุงเทวทหะ
  • ตรัสรู้  เมื่อ วันเพ็ญ เดือน 6 อีก 35ปีต่อมา หลังจากพระองค์ประสูติ และออกบวชแสวงโมกขธรรมได้ 6 ปี ที่ใต้ต้นโพธิ์ ชื่อว่า อัสสถะ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุ แคว้น มคธ ปัจจุบัน เรียกว่า ตำบล พุทธคยา ประเทศอินเดีย
  • ปรินิพพาน  เมื่อ วันเพ็ญ เดือน 6 ในปีที่ 80 ของพระชนมายุของพระองค์ ณ แท่น บรรทม ระหว่าต้นรังคู่ ป่าสาละ เมืองกุสินารา ปัจจุบันเป็นตำบลกุสินาราหรือ กุสินาคาร์ รัฐ อุตตรประเทศ อินเดีย



3.วันอาสาฬหบูชา 


  • อาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาใน เดือน 8 เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่ง เนื่องจากเป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา เป็นครั้งแรก หลังจากที่พระองค์ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา โดยพระธรรมที่ทรงแสดงในวันนั้นเรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตนสูตร โดยพระองค์แสดงธรรมโปรดครั้งคือคือปัญจวัคคีย์ และโกณฑัญญะ มีดวงตาเห็นธรรมก่อน และขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์เป็นสงฆ์ รูปแรกในพระพุทธศาสนา ได้นามใหม่ว่า อัญญา โกณฑัญญะ



บทสวดธรรมจักกัปปวัตนะสูตร (ปิดวิทยุที่ด้านข้างบล็อกก่อนค่อยคลิกเปิด )

4.วันอัฏฐมีบูชา


  • แปลว่าการบูชาในวันอัฏฐมี หมายถึง การบูชาในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวัน ถวายพระเพลิงพระสรีระสังขารของพระพุทธองค์ ซึ่งเกิดขึ้นถัดจากวันวิสาขบูชามาเพียง 8 วัน




5.วันเข้าพรรษา

  • วันเข้าพรรษาตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หรือ แรม 1 ค่ำ เดือน แปด หลังในปีอธิกมาส หรือ ปีที่มี 8 สองหน เป็นวันที่พุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุอยู่จำวัด หรืออยู่ประจำที่มิให้ไปพักแรมที่อื่นตลอดระยะเวลา 3 เดือน ไปสิ้นสุดเมื่อ วันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 11


แต่ก็มีข้อยกเว้นเอาไว้ในกรณีจำเป็น 4 กรณี ที่ภิกษุ มีเหตุต้องไปจำวัดที่อื่นดังนี้
  1. เพื่อนสหธรรมิก คือภิกษุสามเณร บิดามารดาเจ็บป่วย เพื่อไปพยาบาลได้
  2. เพื่อนสหธรรมิกอยากจะลาสิกขา ไปเพื่อระงับมิให้ลาสิกขาได้
  3. ไปเพื่อกิจของสงฆ์ เช่น หาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิ วิหารที่ชำรุด
  4. หากทายก นิมนต์ไปทำบุญ จะไปเพื่อฉลองศรัทธาก็ได้ ด้วยอนุโลม
แต่การไปพักแรมที่อื่นตามเหตุ 4 ประการที่กล่าวมานั้นพระองค์อนุญาตได้ครั้งละไม่เกิน 7 วัน เรียกกรณีนี้ว่า สัตตาหะ
  • การเข้าพรรษานี้กำหนดให้เป็น  2 ช่วงคือพรรษาแรก กำหนดตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงกลางเดือน 11 เรียกพรรษานี้ว่า ปุริมพรรษา หรือพรรษาแรก
  • พรรษาหลังหรือช่วงที่ 2 กำหนดตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงกลางเดือน 12 เรียกว่า ปัจฉิมพรรษา หรือพรรษาหลัง พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้เผื่อ กรณีสงฆ์ที่หาที่อยู่จำพรรษาไม่ได้หรือยังมีกิจที่ต้องทำค้างอยู่ ให้เข้าพรรษาใน ช่วงนี้แทนได้โดยไม่ผิดพระวินัย
6.วันออกพรรษา

  • ออกพรรษาตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันครบ 3 เดือนแห่งการจำพรรษาพอดี และได้ปฏิบัตตนในพรรษาไม่จาริกไปสถานที่ต่างๆและเหล่าสงฆ์ทั้งหลายได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดพรรษา มีโอกาสได้ตักเตือน เกี่ยวกับความประพฤติที่เสื่อมเสีย หรือเรียกอีกอย่างว่า วันมหาปวารณา

7. วันเทโวโรหน
  • วันเทโวโรหนะ หมายถึงวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงจากเทวโลก มาสู่มนุษย์โลก ปัจจุบันประเพณีนี้ได้จำลองเหตุการณ์ อัญเชิญพระพุทธรูปปางประทับยืน 1 องค์ นำหน้าแถวสงฆ์ ส่วนประชาชนที่มาใส่บาตรจะยืนหรือนั่ง 2 แถวหันหน้าเข้าหากัน โดยเว้นทางหว่างกลางให้สงฆ์เดินผ่าน

กังวาล ทองเนตร